ทำไม บล็อกลม ไม่ควรโดนน้ำ? ทั้งที่ไม่มีวงจรไฟฟ้า ให้ช็อต

Customers Also Purchased

คุณกำลังทำงานอยู่ดี ๆ ฝนก็ลงแบบไม่ทันตั้งตัว บล็อกลม ที่ถืออยู่ในมือ โดนละอองน้ำแค่แป๊บเดียว คุณอาจจะคิดว่า “ ไม่เป็นไรหรอก มันไม่มีไฟฟ้าอยู่แล้ว” ใช่ไหมครับ? แต่พอผ่านไปไม่นาน ก็เริ่มรู้สึกว่าเสียงเคยแน่น ๆ กลายเป็นเสียงแห้ง ๆ สั่น ๆ แรงที่เคยกระแทกเต็มข้อ เหมือนแผ่วลง น็อตเคยหลุดง่าย ๆ ก็ต้องเพิ่มแรงดัน ต้องกดค้าง ออกแรงซ้ำ เรื่องแบบนี้ทำเอาช่างหลายคนหงุดหงิดไปตาม ๆ กันครับ แล้วคำถามเดิมก็วนกลับมาว่า บล็อกลมพัง? หรือระบบลมทั้งระบบ เริ่มมีปัญหา?

ความจริงคือน้ำกับความชื้นจะค่อย ๆ เข้าไปทำลายของที่อยู่ข้างใน สนิมเริ่มเกาะในจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น ฟิล์มน้ำมันหล่อลื่นถูกล้างออกจนหายไป ชิ้นส่วนภายในเริ่มฝืด แล้วแรงที่ควรจะออกเต็ม ก็เหมือนถูกตัดไปทีละนิด จนรู้สึกว่าเครื่องอืด แรงตก กระแทกไม่สุด แต่ภายนอกดูปกติดีทุกอย่างครับ

เพราะงั้น เรามาดูกันว่าน้ำนั้น เข้า บล็อกลม ได้จากทางไหนบ้าง และมันทำร้าย บล็อกลม แบบไหนถึงทำให้เครื่องเสื่อมเร็ว ตั้งแต่สิ่งที่คนมักคิดผิด ไปจนถึงสาเหตุจริง ๆ พร้อมวิธีป้องกันแบบง่าย ๆ ไม่ให้เรื่องเล็ก ๆ อย่างน้ำ กลายเป็นค่าใช้จ่ายแบบจ่ายที เจ็บที ในวันที่งานกำลังเร่ง

บล็อกลม ไม่ใช้ไฟฟ้า แต่ “แพ้น้ำ” เพราะอะไร?

น้ำไม่ได้ทำให้ บล็อกลม ช็อตเหมือนพวกเครื่องมือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้านะครับ แต่มันทำลายแบบเงียบ ๆ ผ่าน 4 เรื่องใหญ่ ๆ คือ สนิม การชะล้างน้ำมันหล่อลื่น สิ่งสกปรก และคุณภาพลมอัดที่ลดลง ซึ่งทั้งสี่อย่างนี้ส่งผลต่อ บล็อกลม โดยตรง

เมื่ออากาศ กลายเป็นแรงบิด: มาดูกันว่า บล็อกลม ทำงานยังไง บล็อกลม มีระบบกลไกภายในที่ทำงานด้วยความเร็วสูงมาก มีชิ้นส่วนเหล็ก / โลหะที่เสียดสีกันตลอดเวลา ชุดวาล์ว ชุดโรเตอร์ (rotor) ใบพัด (vane) หรือชุดค้อนกระแทก (hammer mechanism)

พอมีน้ำเข้าไปในระบบไม่ว่าจะเข้า “ตัวเครื่อง” หรือเข้า “ลม” มันจะเริ่มทำงานเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้เกิดสนิม เกิดคราบ สึกหรอ และทำให้สารหล่อลื่นหายไปเร็วกว่าเดิม

ทำไม บล็อกลม ไม่ควรโดนน้ำ ทั้งที่ไม่มีวงจรไฟฟ้า ให้ช็อต

น้ำ เข้า บล็อกลม ได้ จากไหน?

น้ำเข้า บล็อกลม ได้หลายทางครับ บางที่ก็เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก จนเราเผลอมองข้าม เช่น ละอองฝนสาดเข้ามาตอนทำงานกลางแจ้ง พื้นล้างรถที่ชื้นตลอดเวลา มือเปียก ๆ ที่จับเครื่อง แล้วน้ำไหลตามตัวเครื่องไปถึงรอยต่อ หรือจะเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ติดมากับหัวสายปั๊มลม ตอนถอด เสียบ สลับเครื่องมือ ที่สำคัญคือบางทีมันมากับ “ลมอัด” เองแบบแนบเนียน ๆ

น้ำ จากภายนอก: ฝน สาด โดนแอ่งน้ำ หรือมือเปียก

ถ้า บล็อกลม โดนฝน โดนน้ำสาด หรือวางบนพื้นเปียก น้ำสามารถไหลเข้าได้ตามรอยต่อ ฝาปิด ช่องระบาย และโดยเฉพาะ “ข้อต่อลม” (air inlet) ถ้าหัวสายลมยังเสียบอยู่ หรือไม่ได้ปิดปากทางเข้าให้ดี น้ำเข้าไปถึงกลไกภายในได้จริง

และที่น่ากลัวคือ บางครั้งมันไม่ต้อง “ท่วม” แค่ละอองน้ำกับความชื้นสูงก็พอแล้ว เพราะข้างในบล็อกลม มีเหล็ก และมีแรงดัน อากาศไหลผ่าน ทำให้ความชื้นไปเกาะในจุดที่เราไม่เห็น

น้ำ จากลมอัด ควบแน่น (Condensate) ในระบบลม

ต่อให้ บล็อกลม ไม่เคยโดนน้ำจากภายนอก ถ้าระบบปั๊มลมของคุณมีน้ำปนมาในลมอัด บล็อกลม ก็ถือว่าโดนน้ำได้ครับ

ลมอัดโดยธรรมชาติจะมีไอน้ำปนมาจากอากาศ พออัดแรงดัน ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำในถังลม ในท่อ ในสายลม โดยเฉพาะช่วงที่อุณหภูมิเปลี่ยนเร็ว เช่น ทำงานเช้า ๆ อากาศเย็น แล้วกลางวันร้อน หรือช่วงหน้าฝนที่ความชื้นสูงมาก

ถังลมที่ไม่ถ่ายน้ำทิ้ง สายลมที่ไม่มีตัวดักน้ำ (filter / regulator) หรือมีแต่ไม่ดูแล ทั้งหมดนี้ ก็ทำให้น้ำ เดินทางมากับลม เข้าไปใน บล็อกลม แบบเนียน ๆ

น้ำ ที่มากับการทำความสะอาด บล็อกลม ผิดวิธี

หลายคนชอบฉีดน้ำล้างคราบน้ำมัน หรือฝุ่น แล้วคิดว่าเดี๋ยวเป่าลมให้แห้งก็จบ แต่กับบล็อกลม มันไม่ใช่แค่นั้นครับ เพราะน้ำสามารถซึมเข้าไปตามซีล / โอริง แล้วไปค้างอยู่ในโพรงเล็ก ๆ ภายใน พอค้างนานก็เริ่มกัดกร่อน เริ่มเกิดสนิม แล้วความเสียหายค่อย ๆ โผล่มาเป็นอาการแปลก ๆ เช่น แรงตก เสียงเปลี่ยน หรือสะดุด

น้ำ ทำให้ บล็อกลม “พัง” ยังไงบ้าง?

มาถึงตรงนี้ เรามาดูความเสียหายแบบที่ช่างเจอกันจริง ดีกว่าครับ เผื่อคุณกำลังสงสัยว่าเครื่องตัวเองเริ่มมีปัญหาเพราะอะไร เป็นที่ บล็อกลม เอง หรือเป็นที่ลมอัดจากระบบก่อนหน้า และอยากจับต้นตอให้ได้ ก่อนจะเสียเวลาเปลี่ยนอะไหล่ หรือยกไปซ่อมแบบเดาสุ่ม

1. สนิม: ศัตรูเงียบ ที่กินเครื่องจากข้างใน

ถ้าพูดถึงน้ำกับโลหะ คำแรกที่ขึ้นมาคือ “สนิม” ใช่ไหมครับ? และใน บล็อกลม สนิมไม่ได้แค่ทำให้สวยงามน้อยลง แต่มันทำให้ “ค่าความฝืด” เปลี่ยนด้วย

ในกลไกของบล็อกลมมีชิ้นส่วน ที่ต้องเลื่อน ต้องหมุน ต้องกระแทกด้วยจังหวะที่แม่นมาก พอมีสนิมขึ้นแม้บาง ๆ มันทำให้ผิวไม่เรียบ มีสะดุด กลไก ที่ควรลื่น ก็จะเริ่มฝืด

บล็อกลม มีระยะห่างระหว่างโรเตอร์กับเสื้อสูบน้อยมาก (หน่วยไมครอน) สนิมแค่นิดเดียวก็ทำให้กำลังตกฮวบได้ ผลคืออะไร? เครื่องจะกินลมมากขึ้น แต่แรงบิดตกลง เหมือนคุณเติมคันเร่งมากขึ้นแต่รถไม่ไป

2. ล้างน้ำมันหล่อลื่น: จาก “ลื่น” กลายเป็น “สึก”

บล็อกลม ต้องมีน้ำมันบาง ๆ เคลือบผิวชิ้นส่วนภายในเพื่อกันการเสียดสี และกันสนิม น้ำเป็นตัวทำลายฟิล์มน้ำมันนี้ได้ดีมาก ยิ่งถ้าน้ำเข้าไปปนแล้วเกิด น้ำมันขุ่น ๆ หรือ อิมัลชัน (emulsion)

พอน้ำมันหล่อลื่นถูกชะออกหรือเสื่อมเร็ว ชิ้นส่วนภายในจะเริ่มสึกอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุว่า ทำไม บล็อกลม แรงตกกะทันหัน และอาการจะมาไวเกินคาด เช่น

  • บล็อกลม รอบตกเร็ว
  • บางที “ติด ๆ ดับ ๆ” ต้องเคาะถึงจะหมุน
  • เสียงแห้ง ๆ แข็ง ๆ เหมือนขาดน้ำมัน
  • ใช้งานหนัก แล้วร้อนเร็วผิดปกติ

3. ค้อนกระแทก และชุดไก: กัดกร่อน ทำให้ “จังหวะเพี้ยน”

จุดเด่นของ บล็อกลม คือแรงกระแทก แต่แรงกระแทกจะออกมาได้ดีต้องอาศัยชุดค้อน (hammer) ที่ทำงานสอดประสาน กับลูกล้อ/ทั่ง (anvil) และระบบจ่ายลม

พอมีน้ำเข้าไป ความฝืด และสนิมจะทำให้จังหวะการจับ-ปล่อยของค้อนเพี้ยน บางครั้งคุณจะรู้สึกว่าเครื่อง “กระแทกไม่สุด” เหมือนมันสะดุดอยู่ข้างใน หรือกระแทกเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ

นี่แหละครับ ถึงเกิดคำถาม ใช้ บล็อกลม ต้องมีปั๊มลมขนาดเท่าไหร่กันแน่? เล็กไป จะเกิดอะไรขึ้น? ที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาที่ปั๊มลมไม่พอ ทั้งที่จริง บล็อกลมแค่กำลังโดนน้ำเล่นงาน

4. สิ่งสกปรกมากับน้ำ: กลายเป็น “ทราย” ภายในเครื่อง

น้ำที่มาจากท่อ/สายลม มักไม่ใช่น้ำสะอาดครับ มันพาเอาฝุ่น สนิมจากถังลม เศษผงจากท่อ และคราบเก่าต่าง ๆ เข้าไปด้วย พอมันเข้าไปถึงกลไกภายใน บล็อกลม มันก็เหมือน มีเม็ดทรายเล็ก ๆ คอยขูดผิวชิ้นส่วน ผลคือ บล็อกลมสึกหรอเร็วขึ้น แบบคูณสองคูณสาม และบางครั้งไปอุดช่องลมเล็ก ๆ ทำให้เครื่อง “หายใจไม่เต็มปอด”

บางคนบอกว่า ทำไม ใช้ บล็อกลม โดนน้ำแล้ว “ไม่เห็นเป็นไร”?

คำถามนี้ผมเจอบ่อยครับ และคำตอบมันอาจจะฟังดูกวน ๆ หน่อย คือ บางทีมันยังไม่ทันแสดงอาการ หรืออาจจะใช้ในงานที่ไม่หนักพอให้เห็นความแตกต่าง

ทำไม บล็อกลม ไม่ควรโดนน้ำ ทั้งที่ไม่มีวงจรไฟฟ้า ให้ช็อต

แล้ววันหนึ่ง เราอาจจะเริ่มรู้สึกว่า

  • เมื่อก่อนขันออกง่าย เดี๋ยวนี้ต้องเพิ่มแรงดัน
  • เมื่อก่อนใช้แค่ 6-7 บาร์ก็พอ เดี๋ยวนี้ต้อง 8-9 บาร์
  • เมื่อก่อนใช้ได้นาน เดี๋ยวนี้ร้อนเร็ว
  • เมื่อก่อนเสียงนุ่ม เดี๋ยวนี้เสียงแห้ง และกระแทกแข็ง

และพอถึงวันนั้น หลายคนจะโทษปั๊มลม โทษสายลม โทษลูกบล็อก แต่ลืมดูว่า มันอาจมาจากการที่ บล็อกลมโดนน้ำสะสม จนสกปรก สนิมขึ้น หรือน้ำมันหล่อลื่นถูกล้างออก

ถ้า จำเป็นต้องทำงานเปียก ควรทำยังไง?

งานจริงมันไม่ได้สวยงามเหมือนในห้องแอร์ บางทีก็ต้องทำกลางฝน ทำในลานล้าง ทำกับรถที่เพิ่งฉีดน้ำมาใหม่ หรือทำงานที่พื้นชื้นตลอดทั้งวัน ต่อให้คุณระวังแค่ไหน ก็มีจังหวะที่ละอองน้ำสาดมาโดน มือเปียกจับเครื่อง หรือสายลมลากผ่านแอ่งน้ำแบบไม่ตั้งใจอยู่ดีครับ ดังนั้น:

  • ป้องกันจุดเข้าลม (Air Inlet) ให้ดี: ช่องเข้าลมคือ “ประตูสู่น้ำ” ถ้าพื้นเปียก หรือมีละอองน้ำ ให้เลี่ยงวางเครื่องหันปากลงพื้น และถ้าไม่ได้ใช้แล้ว ให้ถอดสายลม พร้อมปิดปากทางเข้าด้วยจุก/ฝาปิด (หรือพันผ้าสะอาดชั่วคราว)
  • เพิ่มการหล่อลื่น หลังงานเปียก: หยอดน้ำมันเครื่องมือลม ที่ข้อต่อลม แล้วเดินเครื่องสั้น ๆ ให้น้ำมันเคลือบ ลดโอกาสเกิดสนิมได้
  • ตรวจน้ำในถังลมทุกวัน ในหน้าฝน: หน้าฝนน้ำสะสมไว ถ้าใช้ บล็อกลม บ่อย ให้ถ่ายน้ำทิ้งทุกวัน หรือถี่ขึ้นตามการใช้งาน
  • ใช้ชุดกรองลม ดักน้ำ ปรับแรงดัน (FRL): ถ้าอยากให้จบจริง ชุด FRL ช่วยมาก โดยเฉพาะตัวดักน้ำ และตัวจ่ายน้ำมัน (lubricator) ที่ช่วยให้หล่อลื่นสม่ำเสมอ และลดการสึกจากความชื้น

เราอาจเลี่ยงน้ำไม่ได้ 100% แต่เรา “ลดความเสี่ยง” ให้ บล็อกลม ได้เยอะมาก ถ้ารู้ว่าต้องกันตรงไหน เหมือนเราตั้งการ์ดไว้ก่อน ไม่ปล่อยให้น้ำมีโอกาสไหลเข้าทางเข้าลม แล้วค่อยเติมการหล่อลื่น / จัดเก็บให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้ความชื้นค้างในเครื่อง

ทำไม บล็อกลม ไม่ควรโดนน้ำ ทั้งที่ไม่มีวงจรไฟฟ้า ให้ช็อต

สรุป: ทำไม บล็อกลม ไม่ควรโดนน้ำ?

บล็อกลม ไม่ต้องช็อตถึงจะพังครับ น้ำจะค่อย ๆ ทำให้สนิมขึ้นในจุดที่มองไม่เห็น ชะล้างน้ำมันหล่อลื่นให้หายไปเร็วกว่าเดิม พาสิ่งสกปรก ตะกอนจากถังลม และท่อเข้าไปขูดผิวชิ้นส่วน และทำให้กลไกภายในฝืด สึกเร็ว จนแรงตก กระแทกไม่สุด และพังแบบเงียบ ๆ ก่อนที่จะรู้ตัว

เช็คลิสต์ ดูแล บล็อกลม ให้รอดน้ำแบบง่าย ๆ

  • ถ่ายน้ำทิ้งถังลมสม่ำเสมอ
  • ใช้ตัวดักน้ำ / กรองลม ก่อนเข้าเครื่องมือ
  • หยอดน้ำมันเครื่องมือลม เป็นประจำ (ตามการใช้งาน)
  • หลีกเลี่ยงการวางบล็อกลม บนพื้นเปียก หรือการฉีดน้ำล้างทั้งตัว
  • ถ้าเลี่ยงงานเปียกไม่ได้ ให้เพิ่มการหล่อลื่นหลังงาน และเก็บในที่แห้ง
  • ถ้าโดนน้ำหนัก ๆ ให้รีบจัดการ อย่าปล่อยค้าง

ลงทุนกับ บล็อกลม ดี ๆ สักตัว ก็ดูแลมันให้เหมือน “เครื่องจักร” ที่ต้องการลมสะอาด แห้ง และมีน้ำมันหล่อลื่นสม่ำเสมอ แล้วมันจะตอบแทนคุณด้วยแรงกระแทกที่นิ่ง ใช้ลื่น และอยู่คู่งานไปได้อีกนาน