Customers Also Purchased
ติดชั้นวางของเสร็จ วาง ระดับน้ํา เช็กแล้วว่าฟองอยู่กลางพอดี แต่พอถอยออกมายืนดูจากอีกฝั่งห้อง กลับรู้สึกว่ามันเอียงนิด ๆ เคยเป็นแบบนี้ไหมครับ? ส่วนใหญ่ไม่ใช่ตาเราเพี้ยนหรอก แต่มักมาจากสองเรื่อง คือ ระดับน้ํา ตัวนั้นไม่แม่นตั้งแต่แรก หรือสั้นเกินไปสําหรับงานนั้น ระดับน้ํา ดูเหมือนเครื่องมือง่าย ๆ แท่งเดียวมีฟองอากาศ แต่เลือกผิดชีวิตก็เปลี่ยนได้เหมือนกันนะ เดี๋ยวเรามาไล่ดูกันว่าแต่ละแบบต่างกันยังไง ยาวแค่ไหนถึงพอ แล้วจะลองยังไงที่หน้าร้านว่าตัวไหนแม่น
ระดับน้ํา ทํางานยังไง ลูกน้ําแต่ละหลอดบอกอะไร?
หลักการง่ายมากครับ ในหลอดเล็ก ๆ ที่ช่างเรียกว่าลูกน้ํา จะมีของเหลวกับฟองอากาศอยู่ ฟองอากาศจะลอยไปหาจุดที่สูงที่สุดของหลอดเสมอ พอวางบนพื้นที่ได้ระดับ ฟองจะอยู่กึ่งกลางระหว่างขีดสองเส้นพอดี ถ้าเอียง ฟองก็จะวิ่งไปทางฝั่งที่สูงกว่า ระดับน้ําส่วนใหญ่มีลูกน้ําสามหลอด หลอดกลางที่นอนอยู่ใช้วัดแนวนอน หรือที่ช่างเรียกว่าได้ระดับ หลอดที่ตั้งอยู่ปลายด้านหนึ่งใช้วัดแนวตั้ง หรือได้ดิ่ง เช่น เช็กเสา วงกบประตู หรือผนัง ส่วนหลอดที่เอียงอยู่ใช้วัดมุมประมาณ 45 องศา เอาไว้งานค้ำยันหรือท่อที่ต้องเดินเฉียง บางรุ่นมีแค่สองหลอด บางรุ่นมีมากกว่านั้น ดูว่างานเราต้องใช้แนวไหนบ้าง

ระดับน้ํา มีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับใคร?
- ระดับน้ําตอปิโด ตัวสั้น ๆ หัวท้ายเรียว หน้าตาเหมือนลูกตอร์ปิโด พกใส่กระเป๋าเครื่องมือได้ เหมาะกับงานในที่แคบ อย่างเช็กปลั๊ก สวิตช์ ขาแขวนชั้น หรือติดรูปบนผนัง หลายรุ่นมีแม่เหล็กที่ฐานด้วย ข้อจํากัดคือมันสั้น ถ้าเอาไปวัดชั้นยาว ๆ หรือพื้นกว้าง ๆ ความคลาดเคลื่อนจะชัดขึ้นทันที
- ระดับน้ําแบบไอบีม ตัวเครื่องเป็นรูปตัว I ถ้ามองจากหน้าตัด ส่วนใหญ่ทําจากอะลูมิเนียม น้ําหนักเบา ราคาไม่แรง มีให้เลือกหลายความยาว เป็นแบบที่บ้านทั่วไปและช่างหลายคนใช้กันเยอะ เหมาะกับงานทั่วไปตั้งแต่ติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ไปจนถึงงานปูนเบา ๆ
- ระดับน้ําแบบบ็อกซ์บีม หน้าตัดเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ข้างในกลวง ตัวโครงแข็งกว่าไอบีม บิดงอยาก ทนการกระแทกได้ดีกว่า เลยเป็นที่นิยมในหมู่ช่างปูน ช่างปูกระเบื้อง หรือช่างที่ต้องใช้ทุกวันในไซต์งาน แลกมากับน้ําหนักที่มากขึ้นและราคาที่สูงขึ้นหน่อย
- ระดับน้ําแบบมีแม่เหล็ก ไม่ใช่แบบแยกต่างหาก แต่เป็นตัวเลือกที่มีได้ทั้งในตอปิโด ไอบีม หรือบ็อกซ์บีม แม่เหล็กที่ฐานทําให้ดูดติดกับเหล็กได้ ปล่อยมือไปทําอย่างอื่นได้ เหมาะมากกับช่างเชื่อม ช่างโครงเหล็ก หรือคนเดินท่อเหล็ก บางรุ่นมีร่องรูปตัว V ที่ฐานไว้วางบนท่อกลมได้ไม่กลิ้ง
- ระดับน้ําดิจิทัล มีจอบอกองศาหรือเปอร์เซ็นต์ความลาดเป็นตัวเลข เหมาะกับงานที่ต้องการค่าความเอียงชัด ๆ อย่างงานรางน้ํา ทางลาด หรืองานที่ต้องจดค่า แต่ต้องใช้แบตเตอรี่ และราคาสูงกว่า งานแขวนรูปติดชั้นในบ้านไม่จําเป็นต้องใช้
ควรเลือก ระดับน้ํา ยาวเท่าไหร่?
คําถามนี้สําคัญกว่าที่หลายคนคิดครับ ระดับน้ํายิ่งยาว ยิ่งเฉลี่ยความไม่เรียบของพื้นผิวได้ดี และความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ จะไม่ขยายตัวเมื่อเทียบกับความยาวงาน ลองนึกภาพเอาตัวสั้นไปวางบนเคาน์เตอร์ยาว ๆ ตรงที่วางอาจได้ระดับพอดี แต่ปลายอีกด้านอาจตกไปแล้วโดยเราไม่รู้ตัว
กลับกัน ตัวยาวเกินไปก็ใช้ในที่แคบไม่ได้ ยัดเข้าไปในตู้ไม่ได้ วางบนขาแขวนชั้นเล็ก ๆ ไม่ได้
วิธีคิดง่าย ๆ คือ ให้ความยาวของระดับน้ําใกล้กับขนาดชิ้นงานที่ทําบ่อยที่สุด สําหรับบ้านทั่วไป มีสองอันจะครอบคลุมที่สุด คือตัวสั้นแบบตอปิโดหนึ่งอันไว้งานจุกจิก กับตัวยาวขนาดกลางอีกหนึ่งอันไว้งานชั้น ประตู หรือเฟอร์นิเจอร์ ถ้าเป็นช่างปูกระเบื้องหรือช่างก่อ ก็ต้องมีตัวยาวกว่านั้นไว้ด้วย
ตัวโครงอะลูมิเนียม พลาสติก หรือไม้ ต่างกันยังไง
ระดับน้ํา สมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นอะลูมิเนียมครับ เพราะเบา ไม่เป็นสนิม และคงรูปได้ดี ใช้ได้ทั้งในบ้านและหน้างาน ตัวพลาสติกเบาและถูกกว่า ใช้ได้กับงานเบา ๆ แต่ถ้าโดนแดดหรือโดนกระแทกบ่อย ตัวโครงมีโอกาสบิดตัวได้ง่ายกว่า ส่วนระดับน้ําแบบไม้ทุกวันนี้เจอน้อยลงแล้ว ข้อเสียคือไม้ดูดความชื้นแล้วอาจโก่ง ถ้ายังมีตัวเก่าที่บ้าน ลองเช็กความแม่นด้วยวิธีกลับหัวกลับหางที่จะเล่าข้างล่างก่อนใช้

รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยงานได้จริง
นอกจากรูปทรงกับความยาว ยังมีจุดเล็ก ๆ ที่ใช้แล้วจะรู้ว่าต่างกันเยอะ อย่างยางกันกระแทกที่หัวท้าย ช่วยให้ลูกน้ําไม่หลุดเวลาเผลอทําตก รูสําหรับแขวนเก็บกับผนัง ช่วยให้ตัวโครงไม่โดนของหนักทับจนบิด ฐานที่ผ่านการกัดเรียบมาจากโรงงาน ทําให้วางแนบพื้นผิวได้ดีกว่า และลูกน้ําแบบที่มองเห็นง่ายในที่แสงน้อย สําหรับคนที่ต้องทํางานใต้หลังคาหรือในตู้บ่อย ๆ
ค่าความแม่นยําบนกล่อง อ่านยังไง
ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นมิลลิเมตรต่อเมตร ความหมายคือ ถ้าวางระดับน้ําบนพื้นผิวยาวหนึ่งเมตร ค่าที่อ่านได้อาจคลาดได้ไม่เกินตัวเลขนั้น ลองยกตัวอย่างสมมติ ถ้ากล่องเขียนว่า 0.5 มม. ต่อเมตร แล้วเราเอาไปวัดชั้นยาวสามเมตร ปลายสองข้างอาจต่างกันได้ถึงประมาณ 1.5 มม. สําหรับงานแขวนรูปไม่มีใครมองออก แต่ถ้าเป็นงานปูกระเบื้องแผ่นใหญ่ต่อกันยาว ๆ หรือรางที่ต้องให้น้ําไหล ตัวเลขนี้เริ่มมีผล ยิ่งตัวเลขน้อย ยิ่งแม่น แต่ราคาก็มักแพงขึ้น งานบ้านทั่วไปไม่ต้องไล่หาตัวที่แม่นที่สุด แต่ควรเลือกตัวที่มีค่าความแม่นยําบอกไว้ชัดเจน ถ้ากล่องไม่บอกอะไรเลย อันนี้ต้องระวัง
ลองที่หน้าร้านยังไง ว่าตัวไหนแม่นจริง
มีวิธีง่าย ๆ ที่ช่างใช้กันครับ เรียกว่าการกลับหัวกลับหาง หาพื้นผิวเรียบสักจุด อย่างโต๊ะหรือเคาน์เตอร์ วางระดับน้ําลงไป จําตําแหน่งฟองไว้ แล้วยกระดับน้ําขึ้น หมุนกลับปลายซ้ายไปขวา วางลงตําแหน่งเดิม ถ้าแม่น ฟองต้องอยู่ตําแหน่งเดิมทุกครั้ง ถ้าฟองย้ายไปคนละฝั่ง แปลว่าลูกน้ําตัวนั้นเพี้ยน
ตรงนี้พื้นโต๊ะไม่จําเป็นต้องได้ระดับเป๊ะนะครับ เพราะเราดูแค่ว่าฟองอยู่ที่เดิมไหม ไม่ได้ดูว่าอยู่ตรงกลางหรือเปล่า นอกจากนั้นให้ส่องดูลูกน้ําว่าใส ไม่ขุ่น ไม่มีรอยร้าว ขีดบอกตําแหน่งชัด และตัวลูกน้ํายึดแน่น ไม่โยก ลองวางบนโต๊ะแล้วดูว่าฐานแนบเรียบ ไม่โก่งหรือบิด

สรุป
ระดับน้ํา ที่ดีคือตัวที่แม่น ยาวพอดีกับงาน และทนพอกับวิธีที่เราใช้ บ้านทั่วไปมีตอปิโดหนึ่งอันกับตัวกลางอีกหนึ่งอันก็ครอบคลุมเกือบทุกงาน ช่างที่ใช้ทุกวันขยับไปบ็อกซ์บีม คนทํางานเหล็กเลือกแบบมีแม่เหล็ก และอย่าลืมลองกลับหัวกลับหางก่อนซื้อทุกครั้ง ถ้ายังเลือกไม่ถูก ลองดูรุ่นต่าง ๆ ในหมวดระดับน้ําของ itoolmart หรือแวะมาลองจับที่สาขาได้เลยครับ งานไหนที่คุณรู้สึกว่าวัดระดับยากที่สุด ติดชั้น ติดประตู หรือปูกระเบื้องครับ?
TH
English





