Customers Also Purchased
หมึกดำก็คือหมึกดำ หมึกสีก็คือหมึกสี ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ถ้าเคยเลือกซื้อหมึกเครื่องปริ้น อาจเคยเห็นคำว่า Dye Ink กับ Pigment Ink อยู่บนกล่องหรือรายละเอียดสินค้า บางเครื่องถึงขั้นมีหมึกดำสองช่อง แยกเป็น BK กับ PGBK ทั้งที่มองด้วยตาแล้วก็เป็นสีดำเหมือนกัน ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่แค่ชื่อเรียก เพราะหมึกสองประเภทใช้สารให้สีคนละลักษณะ และจุดนี้เองที่ส่งผลต่อความคมของตัวอักษร ความสดของภาพ ความทนต่อน้ำ ไปจนถึงงานที่เหมาะกับหมึกแต่ละแบบ
Dye Ink ใช้สารให้สีที่ละลายอยู่ในของเหลว ส่วน Pigment Ink ใช้อนุภาคเม็ดสีขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ภายในหมึก เมื่อถูกพ่นลงบนกระดาษ พฤติกรรมของสารสีทั้งสองแบบจึงไม่เหมือนกัน แม้ตอนอยู่ในขวดจะดูเป็นของเหลวคล้ายกันก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าเคยสงสัยว่าทำไมหมึกเครื่องปริ้นที่ดูเหมือนกันถึงให้ผลลัพธ์ต่างกัน คำตอบเริ่มต้นอยู่ที่โครงสร้างของสารให้สีนี่เอง
Dye Ink คืออะไร? ทำไมจึงมักเหมาะกับงานภาพ
Dye Ink หรือหมึกสีย้อม ใช้สารให้สีที่ละลายอยู่ในของเหลวของหมึก ลองนึกถึงน้ำที่ผสมสีจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อหมึกถูกพ่นลงบนกระดาษ ทั้งของเหลวและสารให้สีก็สามารถซึมเข้าไปในโครงสร้างของกระดาษได้พร้อมกัน Canon อธิบายว่า Dye Ink ใช้สารให้สีที่ละลายน้ำ และลักษณะการซึมนี้ช่วยให้หมึกสร้างสีและการไล่โทนได้อย่างเรียบต่อเนื่อง จึงพบการใช้หมึกประเภทนี้ในเครื่องที่เน้นงานภาพ ภาพประกอบ และภาพถ่ายอยู่บ่อยครั้ง
ข้อดีที่คนมักสัมผัสได้จาก Dye Ink คือสีที่ดูสดและการเปลี่ยนเฉดที่นุ่ม โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับกระดาษ Photo Paper ที่ออกแบบมาสำหรับเครื่อง Inkjet โดยเฉพาะ แต่ลักษณะที่สารสีสามารถซึมไปกับของเหลวก็มีอีกด้านหนึ่งเช่นกัน หากใช้กับกระดาษธรรมดาที่ดูดซึมหมึกมาก สีอาจกระจายตามเส้นใยกระดาษได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณตัวอักษรเล็กหรือเส้นบาง ๆ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า Dye Ink พิมพ์ตัวหนังสือไม่ดี เพราะผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับสูตรหมึก กระดาษ หัวพิมพ์ และการตั้งค่าการพิมพ์ด้วย เพียงแต่ธรรมชาติของสารให้สีทำให้มันมีพฤติกรรมต่างจาก Pigment Ink และความต่างตรงนี้จะเห็นชัดขึ้นเมื่อนำไปใช้กับงานคนละประเภท
Pigment Ink ต่างออกไปอย่างไร?
Pigment Ink หรือหมึกเม็ดสีใช้หลักการอีกแบบ แทนที่จะทำให้สารสีละลายเป็นเนื้อเดียวกับของเหลวทั้งหมด หมึกชนิดนี้มีอนุภาคสีขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ภายใน เมื่อหมึกถูกพ่นลงบนกระดาษ ของเหลวบางส่วนจะซึมเข้าไปหรือระเหยออก ขณะที่อนุภาคสีมีแนวโน้มคงอยู่บริเวณผิวหรือใกล้ผิวกระดาษมากกว่า จึงไม่กระจายไปตามเส้นใยในลักษณะเดียวกับ Dye Ink
พฤติกรรมนี้มีผลกับงานเอกสารโดยตรง เพราะเมื่อสารสีไม่ซึมลึกไปตามเส้นใยมากนัก ขอบตัวอักษร เส้น ตาราง หรือกราฟจึงสามารถคงความคมได้ดี โดยเฉพาะบนกระดาษธรรมดา นอกจากนี้ Pigment Ink โดยทั่วไปยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องความทนต่อน้ำและการซีดจางจากแสงมากกว่า Dye Ink ในเงื่อนไขเดียวกัน ผู้ผลิตอย่าง HP และ Epson ต่างอธิบายคุณสมบัตินี้ไว้ในเอกสารเกี่ยวกับระบบหมึก Pigment ของตน
ด้วยเหตุนี้ Pigment Ink จึงพบได้บ่อยในเครื่องที่เน้นงานเอกสาร งานสำนักงาน หรืองานที่ต้องการเก็บไว้นาน แต่คำว่า “ทนกว่า” ไม่ได้หมายความว่า Pigment จะดีกว่า Dye ในทุกสถานการณ์ เพราะเมื่อเปลี่ยนจากเอกสารบนกระดาษธรรมดาไปเป็นภาพถ่ายบนกระดาษมัน คุณสมบัติที่ต้องการจากหมึกก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ทำไมเครื่องปริ้นบางรุ่นมีหมึกดำสองแบบ?
หนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดว่าผู้ผลิตไม่ได้มอง Dye กับ Pigment ว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเครื่องปริ้นบางรุ่นที่มีหมึกดำมากกว่าหนึ่งช่อง เช่น BK และ PGBK ในเครื่อง Canon PIXMA บางรุ่น โดย BK เป็น Dye Black ส่วน PGBK เป็น Pigment Black และระบบจะเลือกใช้หมึกตามชนิดงานและการตั้งค่าการพิมพ์
หากกำลังพิมพ์ภาพถ่ายหรือภาพประกอบ สีดำแบบ Dye สามารถทำงานร่วมกับหมึกสีอื่นเพื่อช่วยสร้างเฉดและรายละเอียดของภาพได้ดี ขณะที่เวลาพิมพ์ข้อความบนกระดาษธรรมดา Pigment Black จะเหมาะกับงานที่ต้องการตัวหนังสือเข้มและขอบคมมากกว่า ดังนั้นหมึกดำสองช่องจึงไม่ได้เป็นการใส่ของซ้ำ แต่เป็นการแบ่งหน้าที่กันตั้งแต่การออกแบบระบบ
ผู้ผลิตรายอื่นก็ใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น เครื่องบางกลุ่มของ HP ที่ใช้ Pigment Black สำหรับข้อความ แล้วใช้ Dye Ink กับชุดสี เพื่อให้เครื่องหนึ่งเครื่องรองรับทั้งงานเอกสารและงานภาพได้เหมาะสมขึ้น จุดนี้ช่วยอธิบายได้ดีว่าทำไมคำว่า “สีดำเหมือนกัน” จึงไม่ได้หมายความว่าหมึกดำทุกชนิดทำหน้าที่เหมือนกัน
Pigment เหมาะกับเอกสาร ส่วน Dye เหมาะกับภาพเสมอไหม?
ถ้าจะใช้เป็นหลักจำคร่าว ๆ ก็พอได้ แต่ไม่ควรจำแบบตายตัว หากงานส่วนใหญ่คือเอกสารบนกระดาษธรรมดา เช่น รายงาน ใบเสนอราคา แบบฟอร์ม ตาราง หรือเอกสารสำนักงาน Pigment Ink โดยเฉพาะสีดำมักมีคุณสมบัติที่เข้ากับงานเหล่านี้ เพราะช่วยให้ข้อความและเส้นคม และมักมีความทนต่อน้ำดี
ส่วน Dye Ink มักพบในระบบที่ให้ความสำคัญกับงานภาพ เพราะสามารถให้สีสดและการไล่เฉดต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใช้กับกระดาษสำหรับงานภาพถ่าย แต่ถ้าเจอเครื่องพิมพ์ภาพระดับสูงที่ใช้ Pigment ทั้งชุดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ผลิตสามารถพัฒนาสูตร Pigment ให้เหมาะกับงานภาพได้เช่นกัน
ประเภทหมึกจึงเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยบอกลักษณะของระบบพิมพ์ ไม่ได้บอกว่าเครื่องนั้นดีหรือไม่ดีทั้งหมด และไม่ได้ใช้ตัดสินแทนรายละเอียดอื่น เช่น จำนวนสี ความละเอียด ระบบหัวพิมพ์ หรือกระดาษที่รองรับ
ถ้าเป็น Dye เหมือนกัน หรือ Pigment เหมือนกัน เติมแทนกันได้ไหม?
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า “Pigment เหมือนกัน” ไม่ได้หมายความว่าหมึก Pigment ทุกขวดจะใช้แทนกันได้ เช่นเดียวกับ Dye Ink หมึกเครื่องปริ้นไม่ได้มีเพียงสารให้สี แต่ยังมีส่วนประกอบอื่นที่ช่วยควบคุมความหนืด การไหล การแห้ง และการทำงานร่วมกับหัวพิมพ์ ผู้ผลิตแต่ละรายจึงออกแบบสูตรหมึกให้เหมาะกับระบบของเครื่องแต่ละรุ่น
โดยเฉพาะ Pigment Ink ที่มีอนุภาคเม็ดสีกระจายตัวอยู่ในของเหลว การควบคุมให้อนุภาคเหล่านี้กระจายตัวอย่างเหมาะสมและไหลผ่านหัวพิมพ์ได้ตามที่ออกแบบไว้ถือเป็นส่วนสำคัญของระบบหมึก ดังนั้นเวลาซื้อหรือเติมหมึก ควรดู รหัสหมึกและรุ่นเครื่องที่รองรับ เป็นหลัก ไม่ควรตัดสินจากเพียงสีหรือคำว่า Dye/Pigment บนขวด เพราะหมึกดำเหมือนกันก็อาจใช้แทนกันไม่ได้ และ Pigment เหมือนกันก็ไม่ได้แปลว่าสูตรเหมือนกัน
ถ้าต้องเลือก ควรดูอะไรมากกว่าคำว่า Dye หรือ Pigment
ถ้ากำลังเลือกเครื่องปริ้นหรือเลือกหมึกเครื่องปริ้น คำถามที่มีประโยชน์กว่าคำว่า “Dye หรือ Pigment แบบไหนดีกว่า” คือเราพิมพ์อะไรเป็นหลัก หากพิมพ์เอกสารจำนวนมากบนกระดาษธรรมดา การมี Pigment Black อาจเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ แต่ถ้าเน้นภาพถ่าย ก็ควรดูระบบหมึกทั้งชุด จำนวนสี และชนิดกระดาษที่เครื่องรองรับเพิ่มเติมด้วย
ส่วนถ้ากำลังจะซื้อหมึกมาเติม สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นรหัสหมึกที่ผู้ผลิตกำหนดสำหรับเครื่องรุ่นนั้น ไม่ใช่การเลือกจากประเภทหมึกอย่างเดียว เพราะ Dye และ Pigment ไม่ได้มีฝ่ายไหนดีกว่าอีกฝ่ายในทุกด้าน แต่ถูกออกแบบให้มีพฤติกรรมและจุดเด่นต่างกัน เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว คำอย่าง BK, PGBK, Dye Black หรือ Pigment Black บนกล่องหมึกก็จะไม่ใช่รหัสชวนงงอีกต่อไป แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยบอกว่าหมึกแต่ละขวดมีหน้าที่อะไรในระบบพิมพ์ของเรา
TH
English






