ทำไม เครื่องคอริ่ง เจาะลึกยิ่งช้า? เศษคอนกรีต น้ำ แรงเสียดทาน มีผล

Customers Also Purchased

เวลาใช้ เครื่องคอริ่ง เจาะพื้นหรือผนังคอนกรีต ช่วงแรกอาจรู้สึกเหมือนว่าเครื่องทำงานได้เร็วครับ และระดับความลึกก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามการป้อนดอกคอริ่ง แต่พอเจาะลงไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจเริ่มรู้สึกว่าเครื่องคอริ่ง เดินช้าลง ต้องยกดอกขึ้นมาบ้างก่อนจะเจาะต่อ ทั้งที่กำลังมอเตอร์ ก็ยังเท่าเดิม ดอกก็เป็นดอกเดิม วัสดุที่เจาะก็ดูเหมือนจะเป็นคอนกรีตชนิดเดียวกันตลอดทั้งชิ้น

อาการแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เครื่องคอริ่ง กำลังตก หรือดอกคอริ่งหมดสภาพทันทีเสมอไป เพราะยิ่งเครื่องคอริ่ง เจาะลงไปลึก สภาพแวดล้อมบริเวณหน้าดอกก็เปลี่ยนไป จากช่วงแรกที่เศษคอนกรีตสามารถหลุดออกจากบริเวณตัดได้ง่าย กลายเป็นการเจาะภายในรูแคบ และลึก ซึ่งมีทั้ง ผงคอนกรีต เศษวัสดุ น้ำหล่อเย็น และโคลนจากการเจาะสะสมอยู่ ในทางเดินเดียวกัน ผิวด้านข้างของดอกที่อยู่ภายในรูก็มีโอกาสเกิดแรงเสียดทาน เพิ่มขึ้นอีกด้วย

คำถามว่า ทำไมเครื่องคอริ่งเจาะยิ่งลึก ยิ่งช้า ไม่ได้มีคำตอบอยู่ที่กำลังวัตต์ของเครื่องอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการระบายเศษ การไหลของน้ำ การสะสมความร้อน และแรงต้านที่เพิ่มขึ้นตลอดความลึกของรูด้วย

หลักการของ เครื่องคอริ่ง ไม่ได้เหมือนการ ใช้ดอกสว่าน ทั่วไป

รู้จัก เครื่องคอริ่ง แต่ละประเภท เลือกแบบไหนให้เหมาะกับงานของคุณ? เครื่องคอริ่ง หรือเครื่องเจาะรูคอนกรีต นั้น ทำงานแตกต่างจากสว่านเจาะคอนกรีตทั่วไปพอสมควรครับ 

  • เครื่องคอริ่ง ใช้ดอกคอริ่ง ที่ไม่ได้บดวัสดุในเส้นผ่านศูนย์กลางของรูออกเป็นผง 
  • ใช้ขอบของดอกซึ่งติดเซกเมนต์เพชรหมุนตัดคอนกรีตเป็นวง 
  • เมื่อเจาะทะลุแล้ว จะเหลือแกนคอนกรีตหรือ Core อยู่ตรงกลาง

ระหว่างที่ขอบดอกหมุนตัด เซกเมนต์เพชรจะสัมผัสกับเนื้อคอนกรีตแบบต่อเนื่อง การใช้ เครื่องคอริ่ง จึงทำให้ เกิดทั้งเศษผงขนาดเล็ก ความร้อน และแรงเสียดทานบริเวณหน้าสัมผัสของดอก

ทำไม เครื่องคอริ่ง เจาะลึกยิ่งช้า เศษคอนกรีต น้ำ แรงเสียดทาน มีผล

ถ้าใช้เครื่องคอริ่ง เจาะแบบใช้น้ำ น้ำจะเข้ามาช่วยลดอุณหภูมิของดอก พร้อมกับพาเศษผงจากการตัดออกจากบริเวณหน้าดอก แต่เมื่อรูมีความลึกมากขึ้น น้ำและเศษวัสดุจะต้องเดินทางไกลขึ้น กว่าจะออกมาถึงปากรู แล้วนี่ ก็คือจุดเริ่มต้นของความแตกต่างระหว่างการเจาะช่วงแรกกับการ เจาะช่วงลึก

เครื่องคอริ่ง ยิ่งรูลึก เศษคอนกรีต ยิ่งระบายออกยาก

ปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ คือ เศษคอนกรีตจากการเจาะ ครับ เครื่องคอริ่ง ก็คล้าย ๆ กับสว่านที่ต้องระบายเศษ 

  • ในขณะที่ดอกคอริ่งหมุนอยู่ ขอบเพชรจะกัดเนื้อปูน หิน และมวลรวมต่าง ๆ ออกมาเป็นเศษเล็ก ๆ แล้ว
  • ถ้าเศษพวกนี้ ออกจากหน้าดอกได้รวดเร็ว เซกเมนต์เพชร ก็จะสัมผัสกับเนื้อคอนกรีตใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง การเจาะ จึงเดินหน้าได้ดี
  • เมื่อดอกลงไปลึก เศษคอนกรีตไม่ได้มีทางออกอยู่ใกล้ ๆ เหมือนตอนเริ่มเจาะ เศษทั้งหมดต้องถูกน้ำพาไหลผ่านช่องว่างระหว่างตัวดอก กับผนังรูขึ้นมาด้านบน 
  • ระยะทางที่มากขึ้นทำให้การไหลออกยากขึ้น ถ้ามีน้ำไม่เพียงพอ หรือมีเศษคอนกรีตจำนวนมากจนเกิดเป็นโคลนข้นอยู่ภายในรู

เมื่อเศษคอนกรีตระบายออกไม่ทัน สิ่งที่เกิดขึ้น คือเซกเมนต์เพช ต้องหมุนผ่านเศษวัสดุเดิมซ้ำไปมา เหมือนเรากำลังพยายามตัดวัสดุ พร้อมกับบดผงที่ค้างอยู่ใต้ใบตัดไปด้วย พลังงานบางส่วนของมอเตอร์เครื่องคอริ่ง ใช้ไปกับการเอาชนะแรงต้านเหล่านี้ แทนที่จะใช้ในการเจาะลึกลงไป

เศษคอนกรีตที่ค้างอยู่ เพิ่มแรงต้านต่อ เครื่องคอริ่ง ได้มากกว่าที่คิด

เศษจากการคอริ่งไม่ได้เป็นแค่ฝุ่น ละเอียดครับ แต่อาจมีทั้งเม็ดทราย เศษปูน และมวลรวมเล็ก ๆ เมื่อวัสดุเหล่านี้ เข้าไปอยู่ระหว่างตัวดอก กับผนังคอนกรีต ก็อาจสร้างแรงเสียดสีเพิ่มขึ้นได้ ยิ่งในรูที่ยาวมาก หรือกรณีที่แนวเจาะไม่ตรงจนตัวกระบอกดอกสัมผัสกับผนังรูด้านใดด้านหนึ่ง มากกว่าปกติ

ผู้ใช้งานจึงอาจรู้สึกว่าช่วงแรกเครื่องคอริ่ง หมุนเบา แต่พอลึกขึ้นต้องเพิ่มแรงกด ทั้งที่จริงแล้วการเพิ่มแรงกดอย่างเดียวอาจไม่ช่วย ถ้าต้นเหตุของปัญหาคือเศษคอนกรีตสะสมอยู่ภายในรู

น้ำ ไม่ได้มีหน้าที่ แค่ทำให้ดอกคอริ่งเย็น

ในการใช้ เครื่องคอริ่งแบบใช้น้ำ หลายคนอาจมองว่าน้ำมีหน้าที่หลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกคอริ่งร้อน แต่จริง ๆ แล้วหน้าที่ของน้ำมีมากกว่านั้นครับ น้ำเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการนำเศษคอนกรีตออกจากหน้าตัดด้วย

เมื่อเซกเมนต์เพชรกัดคอนกรีตออกมา น้ำจะผสมกับผงคอนกรีตจนกลายเป็น โคลน ที่พาส่วนผสมดังกล่าวไหลออกมาตามช่องว่างรอบดอก ถ้าปริมาณน้ำเหมาะสม เราจะเห็นน้ำที่ไหลออกมา มีสีเทาหรือสีของปูนอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณหนึ่งว่ากระบวนการพาเศษออกยังทำงานเป็นปกติอยู่

ปัญหาคือ เมื่อใช้เครื่องคอริ่ง เจาะลึกขึ้น แต่ปริมาณน้ำ ที่เข้าสู่พื้นที่ตัดไม่เพียงพอ เศษคอนกรีตจะเริ่มรวมตัวกันหนาแน่นขึ้น โคลนอาจมีความข้นขึ้น และไหลออกจากรูได้ยากกว่าเดิม เสียดทานสูงขึ้น อุณหภูมิบริเวณปลายดอกเพิ่ม และอัตราการเจาะลดลง

น้ำมากเกินไป ไม่ได้ทำให้ เครื่องคอริ่ง เจาะเร็วขึ้นเสมอ

แม้น้ำจะสำคัญ แต่แนวคิด ว่าเปิดน้ำให้มาก ที่สุดไว้ก่อนก็อาจใช้ไม่ได้ กับทุกสถานการณ์ครับ ปริมาณน้ำควรพอดี สำหรับการหล่อเย็น และชะล้างเศษออกจากหน้าดอก แต่ไม่รบกวนกระบวนการตัดมากเกินไป

ถ้าแทบไม่มีน้ำ หรือโคลนออกมาเลยทั้งที่เครื่องกำลังเจาะอยู่ อาจแปลว่าน้ำเข้าถึงบริเวณหน้าดอก ไม่พอ หรือเศษวัสดุอุดอยู่ในทางระบาย 

แรงเสียดทานเพิ่มขึ้น ตามความลึกของดอก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ เครื่องคอริ่ง เจาะลึกแล้วช้า คือพื้นที่ของดอก ที่อยู่รูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ช่วงแรก ตัวกระบอกของดอกคอริ่ง จะสัมผัสกับรูเพียงระยะสั้น ๆ แต่เมื่อเจาะลงไปหลายสิบเซนติเมตร ตัวดอก ก็จะเข้าไปอยู่ในรู มากขึ้นตามความลึก แม้ตามหลักแล้วผิวด้านข้างของดอกไม่ควรเสียดสีกับผนังรูอย่างรุนแรง แต่ในงานจริง รูอาจไม่ได้ตรงสมบูรณ์ตลอดแนว หรือแท่นวางเครื่องคอริ่งมีการขยับเล็กน้อยระหว่างทำงาน ทำให้ด้านข้างของดอก สัมผัสกับคอนกรีตเป็นจุด ๆ

หากมีผงคอนกรีต หรือเศษวัสดุ อยู่ในช่องว่างระหว่างดอกกับรูด้วย แรงเสียดทานก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นโหลดที่มอเตอร์ เครื่องคอริ่ง ต้องรับเพิ่มเติม 

อาการจากแรงเสียดทาน ที่พบได้อาจเป็น เครื่องคอริ่ง รอบตก เมื่อกดดอกลงไป หรือต้องใช้เวลานานขึ้นในการเจาะ แต่ละเซนติเมตร แต่วัสดุบริเวณนั้นไม่ได้แข็ง กว่าช่วงแรก

ทำไม เครื่องคอริ่ง เจาะลึกยิ่งช้า เศษคอนกรีต น้ำ แรงเสียดทาน มีผล

เครื่องคอริ่ง ยิ่งเจาะลึก ความร้อนยิ่งมีโอกาสสะสม

แรงเสียดทานกับความร้อนมักเกิดคู่กันครับ เมื่อเศษคอนกรีตระบายออกไม่ดี และดอกต้องหมุนผ่านวัสดุที่สะสมอยู่ซ้ำ ๆ ความร้อนบริเวณเซกเมนต์ก็จะเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำไปถึงหน้าดอกไม่เพียงพอ ปัญหาก็ยิ่งชัด

ความร้อนที่สูงเกินไปทำให้อัตราการเจาะของเครื่องคอริ่งลดลงได้ และยังอาจส่งผลต่ออายุของดอกคอริ่งด้วย เพราะส่วนเซกเมนต์เพชร ต้องทำงานภายใต้ทั้งแรงกด และอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน การกดหนักกว่าเดิมก็ทำให้มอเตอร์รับโหลดเพิ่มขึ้น และอาจทำให้หน้าดอกยิ่งสะสมความร้อน

ดังนั้นเวลาที่เครื่องคอริ่ง เริ่มเจาะช้าลง สิ่งแรกที่ควรคิดไม่ใช่ “ต้องกดแรงขึ้นไหม” แต่ดูด้วยว่าเศษออกดี หรือไม่ น้ำถึงหน้าดอก หรือเปล่า และเครื่องกำลังรับโหลดจากแรงเสียดทาน มากเกินไป หรือไม่

เจาะลึกแล้วช้ามาก อาจไม่ได้เกิดจากความลึก อย่างเดียว

แม้อัตราการเจาะจะช้าลงบ้าง เมื่อความลึกเพิ่มขึ้น ถ้า เครื่องคอริ่ง เจาะช้าลงผิดปกติ หรือแทบไม่เดินหน้าเลย ก็ควรตรวจปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ ระหว่างทางดอกอาจเจอกับวัสดุที่แตกต่างจากช่วงแรก เช่น เหล็กเสริม กรวดหรือหินมวลรวมที่แข็งมาก รวมถึงโครงสร้าง ที่มีความหนาแน่นสูงกว่าบริเวณอื่น

ดอกคอริ่ง อาจเจอเหล็กเสริม

งานเจาะคอนกรีตเสริมเหล็กอาจ เจอเหล็กเส้นอยู่ภายในได้เป็นเรื่องปกติ เมื่อเซกเมนต์เพชรเปลี่ยนจากการตัดคอนกรีตมาเจอกับโลหะ พฤติกรรมการเจาะย่อมเปลี่ยนไป เช่นความเร็วลดลงอย่างชัดเจน ดังนั้น ถ้าเริ่มเจาะได้เร็ว แต่อยู่ ๆ ความเร็วตก ในตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง อาจไม่ได้เป็นเพราะความลึกอย่างเดียว

เซกเมนต์เพชร อาจเริ่มไม่คมเหมือนเดิม

ดอกคอริ่งก็เป็นวัสดุสิ้นเปลืองครับ เมื่อใช้งานไปนาน ประสิทธิภาพในการกัดวัสดุก็เปลี่ยนไปได้ ถ้าหน้าดอกมีสภาพเรียบหรือไม่สามารถเปิดเม็ดเพชรใหม่ออกมาทำงานได้ดีเหมือนเดิม เราอาจรู้สึกว่าเครื่องยังหมุน แต่ความเร็วในการกินเนื้อคอนกรีตลดลง

ในกรณีนี้ การเพิ่มแรงกดมาก ๆ ไม่ใช่คำตอบ ควรดูสภาพเซกเมนต์ และความเหมาะสมของดอกกับวัสดุที่กำลังเจาะร่วมด้วย

แท่นคอริ่ง และแนวเจาะ มีผลมากขึ้นเมื่อรูยิ่งลึก

อีกเรื่องหนึ่งที่มักมองข้าม คือความมั่นคงของ แท่นเครื่องคอริ่ง ครับ รูตื้นอาจไม่แสดงผลของความคลาดเคลื่อนมากนัก แต่เมื่อเจาะลึกขึ้น ความเอียงเล็กน้อยสามารถทำให้ตัวดอกสัมผัสกับผนังรูได้มากขึ้น

  • ลองนึกภาพว่าดอกกำลังลงไปในรูเป็นระยะหลายสิบเซนติเมตร 
  • หากแท่นขยับ หรือเกิดการโยกแม้เพียงเล็กน้อย ปลายดอกกับส่วนบนของดอกอาจไม่ได้อยู่ในแนวแกนเดียวกันอย่างสมบูรณ์ 
  • ผลที่ตามมาคือด้านข้างของกระบอกเกิดการถูผนังคอนกรีต ทำให้แรงเสียดทานสูงขึ้นจนรู้สึกได้

ก่อนเริ่มงานจึงควรตรวจให้แน่ใจว่าแท่นติดตั้งมั่นคง จุดยึดไม่คลาย และรางเลื่อนทำงานได้เป็นปกติ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ เครื่องคอริ่ง เจาะลึก หรือใช้ดอกคอริ่งขนาดใหญ่

ทำไม เครื่องคอริ่ง เจาะลึกยิ่งช้า เศษคอนกรีต น้ำ แรงเสียดทาน มีผล

เครื่องคอริ่ง เจาะลึกให้ดี ไม่ใช่ดูแค่กำลังเครื่อง

เหตุผลที่ เครื่องคอริ่งเจาะยิ่งลึกยิ่งช้า มาจาก การที่สภาพการทำงานบริเวณหน้าดอกซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ครับ เมื่อความลึกเพิ่ม เศษคอนกรีต ต้องเดินทางไกลขึ้นกว่าจะออกจากรู น้ำต้องเข้าถึงพื้นที่ตัด ที่อยู่ลึกกว่าเดิม โคลนจากการเจาะมีโอกาสสะสมมากขึ้น และพื้นที่ ของดอกที่อยู่ภายในรู ก็เพิ่มขึ้น ทำให้แรงเสียดทาน สูงตามไปด้วย

เพราะฉะนั้น การเจาะด้วยเครื่องคอริ่งให้เร็ว และต่อเนื่องไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือก เครื่องคอริ่งแรง ๆ หรือพยายามกดดอกให้หนักที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทั้ง ปริมาณน้ำ การระบายเศษ สภาพของดอก ความมั่นคงของแท่น และรอบการทำงานของเครื่อง ไปพร้อมกัน

หากรู้สึกว่าดอกเริ่มเดินช้าลงเมื่อเจาะลึก 

  • ลองสังเกตก่อนว่าเศษคอนกรีตยังถูกพาออกจากรูได้ดี หรือไม่
  • น้ำยังไปถึงปลายดอกหรือเปล่า
  • รอบเครื่องตกเพราะแรงกดมากเกินไปไหม
  • ตัวดอกกำลังเสียดสีกับผนังรูหรือไม่

การแก้ที่สาเหตุเหล่านี้มักช่วยให้งานกลับมาเดินได้ดีกว่าการเพิ่มแรงกดเพียงอย่างเดียว

ความเร็วในการเจาะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เครื่องคอริ่ง สามารถสร้างแรงได้มากแค่ไหนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถทำให้ หน้าดอกเย็น สะอาด และมีพื้นที่ให้เซกเมนต์เพชรตัดคอนกรีตใหม่ได้ต่อเนื่องมากแค่ไหน ด้วย