Customers Also Purchased
เข็มขัดรัดท่อหรือแคลมป์รัดสายมีหน้าที่กดสายยางให้แนบกับหัวต่อ เพื่อช่วยยึดสายให้อยู่กับที่และลดโอกาสรั่วบริเวณรอยต่อ แม้ลักษณะการใช้งานจะดูไม่ซับซ้อน แต่การเลือกขนาดผิดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้สวมแคลมป์ไม่ได้ รัดแล้วไม่แน่น หรือขันจนสุดแต่ยังไม่พอดีกับสาย
จุดที่ทำให้หลายคนเลือกผิดคือใช้ขนาดที่พิมพ์อยู่บนสายยาง เช่น 1/2 นิ้ว หรือ 3/4 นิ้ว ไปเลือกเข็มขัดรัดท่อขนาดเดียวกันทันที ทั้งที่ตัวเลขบนสายจำนวนมากใช้บอกขนาดภายใน ไม่ใช่ขนาดภายนอกที่แคลมป์ต้องโอบรัด
วิธีที่ถูกต้องกว่าคือสวมสายเข้ากับหัวต่อให้เรียบร้อย แล้ววัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกตรงตำแหน่งที่จะติดตั้งแคลมป์ จากนั้นจึงนำค่าที่วัดได้ไปเทียบกับช่วงขนาดของเข็มขัดรัดท่อแต่ละรุ่น
ขนาดสายกับขนาดที่แคลมป์ต้องรัดไม่ใช่ค่าเดียวกัน
สายยางและท่ออ่อนหลายประเภทระบุขนาดจากเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน หรือ Inside Diameter ซึ่งเป็นขนาดช่องทางไหลภายในสาย ตัวเลขนี้จึงช่วยบอกว่าสายเหมาะกับหัวต่อขนาดใด แต่ยังไม่สามารถนำไปใช้เลือกเข็มขัดรัดท่อได้โดยตรง
เหตุผลคือขนาดภายนอกของสายยังขึ้นอยู่กับความหนาของผนังสายด้วย สายสองเส้นที่มีขนาดภายในเท่ากันอาจมีขนาดภายนอกไม่เท่ากัน หากผลิตจากวัสดุต่างชนิด มีชั้นเสริมแรง หรือมีความหนาของผนังต่างกัน
เมื่อสวมสายลงบนหัวต่อ ผนังสายยังอาจขยายตัวตามรูปทรงของหัวต่อ โดยเฉพาะหัวต่อแบบหางปลา หรือ Hose Barb ที่มีสันช่วยยึดสาย ขนาดภายนอกบริเวณนั้นจึงอาจใหญ่กว่าขนาดของสายช่วงที่ยังไม่ได้ประกอบ
ผู้ผลิตแคลมป์จึงแนะนำให้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของชุดประกอบ หลังจากสวมสายลงบนท่อหรือหัวต่อแล้ว แทนการเลือกจากขนาดภายในของสายเพียงอย่างเดียว
ต้องวัดตรงไหนจึงจะได้ขนาดใกล้เคียงการใช้งานจริง
ตำแหน่งที่ควรวัดคือบริเวณผิวนอกของสายตรงจุดที่จะวางเข็มขัดรัดท่อ โดยต้องสวมสายเข้ากับหัวต่อจนถึงตำแหน่งใช้งานจริงเสียก่อน ไม่ควรวัดเฉพาะหัวต่อ เพราะค่าที่ได้ยังไม่รวมความหนาของสาย และไม่ควรวัดเฉพาะสายช่วงที่ยังไม่ได้สวมกับหัวต่อ เพราะสายอาจขยายตัวหลังประกอบแล้ว
สำหรับหัวต่อที่มีสัน ควรวางแคลมป์ในบริเวณที่สายครอบและแนบกับหัวต่ออย่างเต็มที่ ส่วนตำแหน่งที่แน่นอนควรพิจารณาจากรูปทรงของหัวต่อและคำแนะนำของผู้ผลิต เนื่องจากหัวต่อแต่ละแบบอาจกำหนดตำแหน่งรัดแตกต่างกัน
วิธีวัดด้วยเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์
เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์หรือคาลิปเปอร์เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการวัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก เพราะอ่านค่าได้โดยตรงและลดความคลาดเคลื่อนจากการคำนวณ หลังจากสวมสายลงบนหัวต่อแล้ว ให้วางปากวัดคร่อมสายตรงตำแหน่งที่จะติดตั้งแคลมป์ จากนั้นเลื่อนปากวัดให้สัมผัสผิวสายทั้งสองด้านอย่างพอดี ไม่ควรบีบแรงจนสายยุบ เพราะค่าที่อ่านได้อาจเล็กกว่าขนาดจริง
หากเป็นสายเนื้อนิ่มหรือมีรูปทรงไม่กลมสนิท ควรวัดมากกว่าหนึ่งแนว เช่น วัดในแนวตั้งและแนวนอน แล้วตรวจสอบว่าค่าที่ได้แตกต่างกันมากหรือไม่ Clampco แนะนำให้ใช้คาลิปเปอร์วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของสายและหัวต่อในสภาพประกอบแล้ว เพื่อนำค่าไปกำหนดขนาดแคลมป์ที่เหมาะสม
ไม่มีเวอร์เนียร์ วัดจากเส้นรอบวงได้
หากไม่มีคาลิปเปอร์ สามารถใช้สายวัดแบบอ่อนพันรอบจุดที่จะติดตั้งแคลมป์ได้ โดยวางสายวัดให้แนบกับผิวสาย แต่ไม่ดึงแน่นจนเนื้อสายยุบตัว ค่าที่วัดได้จะเป็นเส้นรอบวง เมื่อต้องการหาเส้นผ่านศูนย์กลาง ให้นำความยาวรอบวงหารด้วย 3.1416 ตัวอย่างเช่น หากวัดเส้นรอบวงได้ 69 มิลลิเมตร เมื่อนำมาหารด้วย 3.1416 จะได้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 22 มิลลิเมตร ค่านี้จึงเป็นค่าที่ควรนำไปเทียบกับช่วงการรัดของเข็มขัดรัดท่อ
หากไม่มีสายวัดแบบอ่อน สามารถใช้เชือกเส้นเล็กหรือแถบกระดาษพันรอบสาย ทำเครื่องหมายตรงจุดที่ปลายมาบรรจบกัน แล้วคลี่ออกมาวัดความยาวด้วยไม้บรรทัดได้ หลักการวัดเส้นรอบวงแล้วคำนวณกลับเป็นเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นวิธีที่ผู้ผลิตแคลมป์ระบุไว้เช่นกัน
อ่านขนาดเข็มขัดรัดท่อจากช่วงการรัด
เข็มขัดรัดท่อแบบเกลียวหนอนมักไม่ได้ระบุเป็นขนาดเดียว แต่ระบุเป็นช่วง เช่น 16–25 มิลลิเมตร หรือ 20–32 มิลลิเมตร
ตัวเลขแรกคือเส้นผ่านศูนย์กลางต่ำสุดที่แคลมป์สามารถปรับลงได้ ส่วนตัวเลขหลังคือเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุดที่เปิดออกได้ ตัวอย่างเช่น หากวัดชุดสายและหัวต่อได้ 22 มิลลิเมตร แคลมป์ช่วง 16–25 มิลลิเมตรถือว่ามีช่วงการรัดครอบคลุมค่าที่วัดได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดูเพียงว่าตัวเลขอยู่ในช่วงแล้วตัดสินใจทันที ควรตรวจสอบตารางขนาดของผู้ผลิตด้วย เพราะหมายเลขรุ่น ขนาดระบุ และช่วงการทำงานของแคลมป์แต่ละแบรนด์อาจใช้ระบบไม่เหมือนกัน แคตตาล็อกของผู้ผลิตจึงมักแสดงทั้งขนาดต่ำสุดและขนาดสูงสุดแยกกันอย่างชัดเจน
สำหรับการใช้งานทั่วไป ควรเลือกแคลมป์ที่มีช่วงการรัดครอบคลุมขนาดจริงและยังสามารถสวมติดตั้งได้สะดวก ไม่ควรฝืนใช้ตัวที่เล็กกว่าค่าที่วัดได้ เพราะอาจใส่ไม่เข้า หรือทำให้ชุดสกรูและแถบรัดเสียหายระหว่างติดตั้ง
ไม่ควรใช้หลักเดียวกันกับแคลมป์ทุกประเภท
วิธีเลือกจากช่วงต่ำสุดถึงสูงสุดเหมาะกับเข็มขัดรัดท่อแบบปรับขนาดได้ เช่น แบบเกลียวหนอน แต่แคลมป์ชนิดอื่นอาจมีวิธีเลือกขนาดแตกต่างกัน
- แคลมป์หูบีบหรือ Ear Clamp ต้องใช้คีมบีบส่วนหูให้ยุบลงเพื่อสร้างแรงรัด จึงมีระยะการยุบตัวจำกัด ผู้ผลิต Oetiker แนะนำให้สวมสายลงบนหัวต่อ วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของสาย แล้วเลือกขนาดตามช่วงและหลักเกณฑ์ของแคลมป์รุ่นนั้น โดยสำหรับผลิตภัณฑ์บางรุ่น ค่ากลางของช่วงขนาดควรใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางสายที่วัดได้เล็กน้อย
- แคลมป์แบบสปริงก็ไม่ได้เลือกเหมือนแบบเกลียวหนอน เพราะแรงรัดเกิดจากคุณสมบัติการคืนรูปของตัวแคลมป์ ขนาดจึงต้องสัมพันธ์กับเส้นผ่านศูนย์กลางของชุดสายและหัวต่อ รวมถึงแรงรัดที่ผู้ออกแบบระบบกำหนด
- ส่วน T-bolt Clamp ซึ่งมักใช้กับสายขนาดใหญ่ งานสั่นสะเทือน หรืองานอุตสาหกรรม ผู้ผลิตบางรายแนะนำให้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของชุดประกอบ แล้วเลือกขนาดระบุที่ใกล้เคียงตามตารางของผลิตภัณฑ์
ดังนั้น ก่อนซื้อควรตรวจสอบก่อนว่าแคลมป์เป็นแบบใด และใช้วิธีเลือกขนาดตามข้อมูลของผู้ผลิตรุ่นนั้น ไม่ควรนำหลักการของแคลมป์แบบหนึ่งไปใช้กับทุกประเภทโดยตรง
ตัวอย่างการเลือกขนาดเข็มขัดรัดท่อ
สมมติว่าสายยางระบุขนาด 1/2 นิ้ว เมื่อนำไปสวมกับหัวต่อแล้ว วัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกตรงจุดที่จะรัดได้ 21 มิลลิเมตร
หากมีเข็มขัดรัดท่อให้เลือกระหว่างช่วง 12–20 มิลลิเมตร กับ 16–25 มิลลิเมตร รุ่น 12–20 มิลลิเมตรจะเล็กกว่าขนาดที่วัดได้ จึงไม่ควรฝืนสวม ส่วนรุ่น 16–25 มิลลิเมตรมีช่วงการรัดครอบคลุม 21 มิลลิเมตร จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าในด้านขนาด
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสำหรับอธิบายวิธีอ่านช่วง ก่อนใช้งานจริงต้องตรวจสอบขนาดที่ผู้ผลิตระบุบนตัวสินค้า บรรจุภัณฑ์ หรือเอกสารข้อมูลอีกครั้ง
เลือกขนาดถูกแล้ว ยังต้องดูอะไรอีก
ขนาดเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ใช้เลือกเข็มขัดรัดท่อ งานแต่ละประเภทอาจต้องพิจารณาความกว้างและความหนาของแถบรัด วัสดุของแคลมป์ แรงขัน แรงดัน อุณหภูมิ การสั่นสะเทือน สารเคมีในระบบ และความถี่ในการถอดประกอบร่วมด้วย
สายเนื้อนิ่มอาจเหมาะกับแคลมป์ที่มีผิวด้านในเรียบหรือมีแผ่นรอง เพื่อลดการกดหรือบาดผิวสาย ส่วนงานที่อยู่กลางแจ้งหรือสัมผัสความชื้นควรตรวจสอบวัสดุของแถบรัด ตัวเรือน และสกรู ไม่ควรดูเฉพาะคำว่า “สแตนเลส” โดยไม่ตรวจสอบว่าส่วนประกอบแต่ละชิ้นทำจากวัสดุชนิดใด
การขันแคลมป์แน่นเกินไปไม่ได้ช่วยให้รอยต่อดีขึ้นเสมอไป แต่สามารถทำให้สายเสียรูป ผนังสายถูกกดเป็นร่อง หัวต่อพลาสติกแตกร้าว หรือชุดสกรูรูดได้ หากผู้ผลิตระบุค่าแรงขันหรือ Torque ควรใช้ไขควงแรงบิดและขันตามค่าที่กำหนด
จุดที่ทำให้เลือกขนาดผิดบ่อย
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือการเลือกเข็มขัดรัดท่อจากขนาดภายในของสาย โดยไม่ได้รวมความหนาของผนังสาย ทั้งที่ค่าดังกล่าวไม่ได้บอกขนาดภายนอกของชุดประกอบจริง อีกกรณีคือการวัดสายก่อนสวมเข้ากับหัวต่อ ซึ่งอาจทำให้ค่าที่ได้เล็กกว่าขนาดหลังประกอบ หรือวัดเฉพาะหัวต่อโดยลืมรวมความหนาของผนังสายเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ การดูเพียงหมายเลขขนาดบนสินค้าโดยไม่ตรวจสอบตารางของผู้ผลิตก็อาจทำให้เลือกผิดได้ เพราะตัวเลขที่เห็นอาจเป็นเพียงรหัสรุ่น ไม่ได้หมายถึงเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นมิลลิเมตรหรือนิ้วโดยตรง ขณะเดียวกันควรตรวจสอบหน่วยให้ชัดเจน เนื่องจากเข็มขัดรัดท่อบางรุ่นแสดงขนาดเป็นมิลลิเมตร ส่วนบางรุ่นใช้หน่วยนิ้ว หากต้องแปลงหน่วย ควรคำนวณให้เรียบร้อยก่อนนำไปเทียบกับช่วงการรัด
ขั้นตอนเลือกขนาดก่อนซื้อ
เริ่มจากสวมสายเข้ากับหัวต่อจนถึงตำแหน่งใช้งานจริง แล้ววัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกของสายตรงจุดที่จะวางแคลมป์ หากไม่มีคาลิปเปอร์ สามารถวัดเส้นรอบวงแล้วนำค่าที่ได้มาหารด้วย 3.1416 จากนั้นจึงนำขนาดไปเทียบกับค่าต่ำสุดและค่าสูงสุดของเข็มขัดรัดท่อแต่ละรุ่น พร้อมตรวจสอบประเภทของแคลมป์ให้ชัดเจน เพราะแบบเกลียวหนอน แบบหูบีบ แบบสปริง และแบบ T-bolt อาจมีหลักเกณฑ์ในการเลือกขนาดไม่เหมือนกัน
ก่อนติดตั้งควรพิจารณาวัสดุ ความกว้างของแถบรัด สภาพแวดล้อม แรงดัน อุณหภูมิ และค่าแรงขันที่ผู้ผลิตกำหนดร่วมด้วย โดยเฉพาะงานเชื้อเพลิง ระบบหล่อเย็น ระบบลม และงานที่มีแรงดัน ซึ่งไม่ควรเลือกจากขนาดเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่ดูว่าสายระบุไว้กี่นิ้ว แต่ต้องวัดขนาดภายนอกจริงหลังสวมเข้ากับหัวต่อ แล้วเลือกช่วงการรัดตามข้อมูลของผู้ผลิต วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสซื้อผิดและทำให้แคลมป์เหมาะกับชิ้นงานมากกว่า
TH
English









