ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งกับ 3 ตำแหน่งต่างกันอย่างไร

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งกับ 3 ตำแหน่งต่างกันอย่างไร

Customers Also Purchased

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ ที่ติดอยู่บนหน้าตู้คอนโทรลมักมีหน้าตาคล้ายกันมาก ทั้งหัวหมุนสีดำ ตัวเรือนขนาดใกล้เคียงกัน และมีบล็อกหน้าสัมผัสต่ออยู่ด้านหลัง ความต่างที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือบางรุ่นหมุนได้ 2 ตำแหน่ง ขณะที่บางรุ่นหมุนได้ 3 ตำแหน่ง

ดูเผิน ๆ อาจเหมือนต่างกันเพียงหนึ่งจังหวะ แต่เมื่อนำไปใช้งานจริง จำนวนตำแหน่งมีผลต่อวิธีควบคุมเครื่องจักรโดยตรง เพราะสวิตช์แต่ละแบบถูกออกแบบมาให้เลือกคำสั่งไม่เหมือนกัน บางวงจรต้องการเพียงเปิดกับปิด บางวงจรต้องเลือกซ้ายหรือขวาโดยมีตำแหน่งหยุดตรงกลาง และบางงานต้องสลับระหว่างโหมดแมนนวลกับอัตโนมัติ ก่อนเลือกจึงต้องมองให้ออกว่าแต่ละตำแหน่งต้องการให้วงจรทำอะไร ไม่ใช่ดูแค่ว่าสวิตช์หมุนได้กี่จังหวะ

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ทำงานอย่างไร

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ หรือ Selector Switch เป็นสวิตช์แบบหมุนที่ใช้เลือกสถานะหรือโหมดการทำงานของวงจร เมื่อหมุนหัวสวิตช์ กลไกด้านหลังจะไปกดหรือปล่อยหน้าสัมผัส ทำให้วงจรบางส่วนต่อถึงกันหรือถูกตัดออกตามตำแหน่งที่เลือก

ในตู้คอนโทรล ซีเล็คเตอร์สวิทช์มักไม่ได้ทำหน้าที่จ่ายไฟให้มอเตอร์โดยตรง แต่ใช้ส่งคำสั่งไปยังรีเลย์ คอนแทคเตอร์ PLC หรืออุปกรณ์ควบคุมตัวอื่น ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือสวิตช์เลือก Manual–Auto, Local–Remote, Forward–Reverse และ Hand–Off–Auto

แม้หัวสวิตช์จะดูเหมือนกัน แต่การทำงานภายในอาจไม่เหมือนกันเลย บางรุ่นหมุนแล้วค้าง บางรุ่นปล่อยมือแล้วเด้งกลับ และบางรุ่นมีหน้าสัมผัสด้านหลังมากกว่าหนึ่งชุด รายละเอียดเหล่านี้ต้องดูควบคู่กับจำนวนตำแหน่งเสมอ

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งกับ 3 ตำแหน่งต่างกันอย่างไร

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่ง ใช้กับงานแบบไหน

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งหมุนเลือกได้สองด้าน เช่น ซ้ายกับขวา หรือ 0 กับ 1 เหมาะกับงานที่ต้องการเลือกเพียงสองสถานะและไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งกลาง

การใช้งานที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ON – OFF
  • START – STOP
  • MANUAL – AUTO
  • LOCAL – REMOTE
  • ปั๊ม 1 – ปั๊ม 2
  • FORWARD – REVERSE

จุดเด่นของสวิตช์แบบนี้คือใช้งานตรงไปตรงมา ผู้ปฏิบัติงานเห็นตำแหน่งหัวหมุนก็พอจะทราบได้ทันทีว่าระบบกำลังอยู่ในโหมดใด จึงเหมาะกับงานที่ต้องการให้เลือกเพียงสองคำสั่งอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ระบบปั๊มน้ำที่มีให้เลือกเพียงโหมดแมนนวลกับอัตโนมัติ หากวงจรมีปุ่มหยุดแยกอยู่แล้ว ก็อาจใช้ซีเล็คเตอร์สวิทช์แบบ 2 ตำแหน่ง Manual–Auto ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง OFF อยู่ตรงกลาง

อย่างไรก็ตาม หากเป็นวงจรที่ควรหยุดก่อนเปลี่ยนจากคำสั่งหนึ่งไปยังอีกคำสั่งหนึ่ง สวิตช์แบบ 2 ตำแหน่งอาจไม่เหมาะนัก เพราะผู้ใช้งานสามารถหมุนจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้โดยตรง

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 3 ตำแหน่ง มีจุดเด่นที่ตำแหน่งกลาง

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 3 ตำแหน่งมีจุดเลือกซ้าย กลาง และขวา จึงเหมาะกับงานที่ต้องการคำสั่งสามแบบ หรือต้องการให้มีจุดหยุดคั่นระหว่างสองคำสั่ง

รูปแบบที่เห็นบ่อยคือ

  • FORWARD – OFF – REVERSE
  • HAND – OFF – AUTO
  • MANUAL – OFF – AUTO
  • ปั๊ม 1 – OFF – ปั๊ม 2
  • เปิด – หยุด – ปิด
  • ซ้าย – หยุด – ขวา

ตำแหน่งกลางช่วยให้ผู้ใช้งานตัดคำสั่งเดิมก่อนหมุนไปอีกด้าน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือวงจรมอเตอร์เดินหน้าและถอยหลัง หากใช้สวิตช์ Forward–Off–Reverse ผู้ใช้งานจะต้องผ่านตำแหน่ง OFF ก่อนเปลี่ยนทิศทาง จึงเข้าใจการทำงานได้ง่ายกว่าแบบที่มีเพียงสองตำแหน่ง

อีกงานที่นิยมใช้คือระบบปั๊มน้ำแบบ Hand–Off–Auto โดยตำแหน่ง Hand ใช้สั่งให้ปั๊มทำงานด้วยผู้ควบคุม ตำแหน่ง Off ใช้หยุด และตำแหน่ง Auto ให้ระบบทำงานตามเซนเซอร์ ลูกลอย หรือวงจรอัตโนมัติ

ตำแหน่งกลางจึงไม่ได้มีไว้เพียงเพิ่มจำนวนจังหวะ แต่ช่วยจัดลำดับการควบคุมให้ชัดเจนขึ้นด้วย

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งกับ 3 ตำแหน่งต่างกันอย่างไร

ตำแหน่งกลางไม่จำเป็นต้องเป็น OFF เสมอไป

แม้ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 3 ตำแหน่งจำนวนมากจะใช้ตำแหน่งกลางเป็น OFF แต่ไม่ควรเหมารวมว่าทุกรุ่นจะทำงานแบบนั้น เพราะหน้าที่ของแต่ละตำแหน่งขึ้นอยู่กับรูปแบบหน้าสัมผัสและการออกแบบวงจร บางงานอาจใช้ตำแหน่งกลางเป็นโหมดควบคุมอีกแบบหนึ่ง เช่น Local–Remote–Auto หรือเลือกอุปกรณ์สามชุด โดยไม่มีตำแหน่งใดเป็น OFF เลยก็ได้

ก่อนติดตั้งจึงควรดูแผนภาพหน้าสัมผัสของสวิตช์แต่ละรุ่นว่า เมื่อหมุนไปด้านซ้าย กลาง หรือขวา หน้าสัมผัสชุดใดต่อวงจรและชุดใดตัดวงจร การดูเพียงตัวอักษรที่ติดอยู่หน้าแผงอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเปลี่ยนสวิตช์แทนของเดิม

แบบค้างกับแบบเด้งกลับเป็นคนละเรื่องกับจำนวนตำแหน่ง

อีกจุดที่ทำให้เลือกผิดบ่อยคือการคิดว่าสวิตช์ 2 ตำแหน่งต้องค้าง และสวิตช์ 3 ตำแหน่งต้องเด้งกลับตรงกลาง ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองแบบสามารถผลิตได้ทั้งชนิดค้างตำแหน่งและชนิดสปริงคืนกลับ

แบบค้างตำแหน่ง

เมื่อหมุนไปด้านใด หัวสวิตช์จะค้างอยู่ด้านนั้นจนกว่าจะมีคนหมุนกลับ เหมาะกับการเลือกโหมดที่ต้องทำงานต่อเนื่อง เช่น Manual–Auto, Local–Remote หรือ On–Off ข้อดีคือผู้ใช้งานมองจากหน้าตู้ก็รู้ได้ทันทีว่าระบบถูกตั้งไว้ที่ตำแหน่งใด

แบบสปริงคืนกลับ

หัวสวิตช์จะเด้งกลับไปยังตำแหน่งเดิมเมื่อปล่อยมือ เช่น สวิตช์ 3 ตำแหน่งที่หมุนไปทางซ้ายหรือขวา แล้วกลับมาตรงกลางเอง รูปแบบนี้เหมาะกับคำสั่งชั่วขณะ เช่น สั่งเลื่อนอุปกรณ์ สั่งเปิดหรือปิดวาล์ว หรือส่งสัญญาณให้วงจรทำงานเพียงช่วงสั้น ๆ เมื่อปล่อยมือ คำสั่งจะหยุดและหัวสวิตช์กลับสู่ตำแหน่งเดิม

ดังนั้นคำว่า 2 ตำแหน่งหรือ 3 ตำแหน่งยังบอกไม่ได้ว่าสวิตช์จะค้างหรือเด้งกลับ ต้องดูคำอธิบายของรุ่นนั้นเพิ่มเติม

จำนวนตำแหน่งไม่ได้บอกจำนวนหน้าสัมผัส

ซีเล็คเตอร์สวิทช์หนึ่งตัวประกอบด้วยหัวสวิตช์และบล็อกหน้าสัมผัสที่อยู่ด้านหลัง จำนวนตำแหน่งของหัวหมุนจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากับจำนวนหน้าสัมผัส

สวิตช์ 2 ตำแหน่งอาจติดตั้งหน้าสัมผัสเพียง 1NO หรืออาจมีทั้ง 1NO และ 1NC ส่วนแบบ 3 ตำแหน่งก็อาจใช้บล็อกหน้าสัมผัสหลายชุดเพื่อควบคุมวงจรหลายส่วนพร้อมกัน

NO ย่อมาจาก Normally Open หมายถึงหน้าสัมผัสที่เปิดวงจรอยู่ในสภาวะปกติ ส่วน NC ย่อมาจาก Normally Closed หมายถึงหน้าสัมผัสที่ต่อวงจรอยู่ในสภาวะปกติ แต่คำว่าสภาวะปกติต้องอ้างอิงจากตำแหน่งที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่ควรดูเพียงตัวอักษร NO หรือ NC แล้วเดาการทำงานจากตำแหน่งหัวหมุน จุดนี้สำคัญมากเมื่อต้องซื้อสวิตช์ใหม่ไปเปลี่ยนแทนตัวเดิม เพราะแม้หัวหมุนจะมีจำนวนตำแหน่งเท่ากัน แต่ถ้าหน้าสัมผัสด้านหลังไม่เหมือนกัน วงจรก็อาจทำงานผิดไปจากเดิม

เลือกแบบ 2 ตำแหน่งหรือ 3 ตำแหน่งอย่างไร

วิธีเลือกที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากเขียนคำสั่งที่ต้องการให้แต่ละตำแหน่งทำงานก่อน หากมีเพียงสองคำสั่ง เช่น เปิดกับปิด หรือแมนนวลกับอัตโนมัติ แบบ 2 ตำแหน่งก็มักเพียงพอ แต่ถ้าต้องการให้มีตำแหน่งหยุดอยู่ตรงกลาง หรือต้องการควบคุมสามโหมด เช่น Manual–Off–Auto หรือ Forward–Off–Reverse ควรเลือกแบบ 3 ตำแหน่ง

หลังจากตัดสินใจเรื่องจำนวนตำแหน่งแล้ว ยังควรตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้

  • ต้องการแบบหมุนแล้วค้างหรือปล่อยมือแล้วเด้งกลับ
  • ถ้าเป็นแบบเด้งกลับ ต้องการให้กลับตรงกลางหรือกลับด้านใดด้านหนึ่ง
  • แต่ละตำแหน่งต้องใช้หน้าสัมผัส NO และ NC กี่ชุด
  • ขนาดรูติดตั้งตรงกับหน้าตู้เดิมหรือไม่
  • พิกัดแรงดันและกระแสเหมาะกับวงจรหรือไม่
  • ต้องใช้หัวหมุนธรรมดาหรือแบบมีกุญแจ
  • จุดติดตั้งมีฝุ่น ความชื้น น้ำมัน หรือละอองน้ำมากเพียงใด

การเลือกจากจำนวนตำแหน่งเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ได้สวิตช์ที่หน้าตาใกล้เคียงของเดิม แต่ทำงานแทนกันไม่ได้

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งกับ 3 ตำแหน่งต่างกันอย่างไร

ตัวอย่างการเลือกจากงานจริง

หากต้องการเลือกให้ปั๊มน้ำทำงานแบบ Manual หรือ Auto และมีปุ่มหยุดแยกอยู่แล้ว ซีเล็คเตอร์สวิทช์แบบ 2 ตำแหน่งอาจเพียงพอ เพราะผู้ใช้งานต้องเลือกเพียงสองโหมด แต่ถ้าต้องการให้หยุดปั๊มจากซีเล็คเตอร์สวิทช์ได้ด้วย ควรใช้แบบ 3 ตำแหน่ง Manual–Off–Auto เพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกหยุดระบบจากหน้าตู้ได้โดยตรง

ในงานมอเตอร์เดินหน้าและถอยหลัง แบบ 3 ตำแหน่ง Forward–Off–Reverse มักเข้าใจง่ายกว่า เพราะมีตำแหน่งหยุดอยู่ตรงกลาง อย่างไรก็ตาม วงจรยังต้องมีระบบอินเตอร์ล็อกเพื่อป้องกันคอนแทคเตอร์เดินหน้าและถอยหลังทำงานพร้อมกัน ไม่ควรใช้ซีเล็คเตอร์สวิทช์เป็นอุปกรณ์ป้องกันเพียงชิ้นเดียว

ส่วนงานที่ต้องการให้เครื่องทำงานเฉพาะตอนที่ผู้ใช้งานจับสวิตช์ค้างไว้ เช่น สั่งกระบอกลมเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวา อาจเลือกแบบ 3 ตำแหน่งชนิดสปริงคืนกลับตรงกลาง เมื่อปล่อยมือ สวิตช์จะกลับมาที่ตำแหน่งหยุดเอง

ก่อนซื้อมาเปลี่ยน ควรเช็กของเดิมให้ครบ

เมื่อ ซีเล็คเตอร์สวิทช์ ตัวเดิมเสีย หลายคนมักจำเพียงว่าเป็นแบบ 2 ตำแหน่งหรือ 3 ตำแหน่ง แล้วซื้อรุ่นที่หน้าตาใกล้เคียงมาเปลี่ยน แต่รายละเอียดภายในอาจต่างกัน ทั้งการค้างตำแหน่ง การคืนตัว จำนวนหน้าสัมผัส และลำดับการทำงานของแต่ละขั้ว

ก่อนถอดจึงควรจดรหัสรุ่น ถ่ายภาพตำแหน่งสาย และตรวจสอบแผนภาพหน้าสัมผัสให้ชัดเจน งานตรวจสอบหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ควรทำหลังตัดแหล่งจ่ายไฟและตรวจยืนยันว่าไม่มีแรงดันอยู่ในวงจร หากไม่แน่ใจควรให้ช่างที่เข้าใจระบบควบคุมเป็นผู้ดำเนินการ

ซีเล็คเตอร์สวิทช์ 2 ตำแหน่งเหมาะกับงานที่ต้องเลือกสองสถานะอย่างตรงไปตรงมา ส่วนแบบ 3 ตำแหน่งเหมาะกับงานที่ต้องมีคำสั่งเพิ่มอีกหนึ่งจุด หรือมีตำแหน่งหยุดคั่นกลางระหว่างสองคำสั่ง

การเลือกให้เหมาะกับงานจึงต้องดูทั้งจำนวนตำแหน่ง รูปแบบการค้างหรือคืนตัว และหน้าสัมผัสด้านหลัง เมื่อรายละเอียดทั้งสามส่วนตรงกับวงจร สวิตช์จึงจะทำงานได้ถูกต้องและไม่สร้างความสับสนให้กับผู้ใช้งานหน้าตู้