ปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นไม่แรง เลือกยังไงให้เขียนสบาย ไม่เวียนหัว

Customers Also Purchased

ปากกาไวท์บอร์ด เป็นอุปกรณ์ที่หลายคนใช้กันจนชิน ไม่ว่าจะในห้องประชุม ห้องเรียน ออฟฟิศ ร้านค้า หรือแม้แต่ที่บ้าน เวลาจะจดงาน วางแผน สอนหนังสือ หรือเขียนตารางประจำวัน แค่หยิบขึ้นมาเขียนก็ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ใครที่เคยใช้ปากกาไวท์บอร์ดบางรุ่นแล้วรู้สึกเวียนหัว แสบจมูก หรือกลิ่นหมึกแรงจนไม่อยากเขียนต่อ จะเข้าใจทันทีว่า “กลิ่น” เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย

หลายคนเลือกปากกาไวท์บอร์ดจากราคา สีที่ต้องการ หรือดูแค่ว่าเขียนติดชัดไหม แต่พอใช้จริงในห้องแอร์ ห้องประชุมเล็ก ๆ หรือห้องเรียนที่อากาศถ่ายเทไม่ค่อยดี กลิ่นหมึกกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ ใช้เขียนแค่ไม่กี่นาทีก็เริ่มรู้สึกฉุน โดยเฉพาะคนที่ต้องยืนเขียนใกล้กระดานนาน ๆ หรือคนที่ไวต่อกลิ่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกปากกาไวท์บอร์ดให้ใช้งานสบายขึ้น ไม่ควรดูแค่ว่าเขียนลื่น ลบง่าย หรือราคาถูกอย่างเดียว แต่ควรดูด้วยว่าเป็นรุ่นที่กลิ่นไม่แรง หรือมีการระบุว่า Low Odor, กลิ่นน้อย, กลิ่นไม่ฉุน, Xylene Free หรือออกแบบมาสำหรับใช้งานในห้องเรียน ห้องประชุม และพื้นที่ปิด

ทำไมปากกาไวท์บอร์ดบางรุ่นถึงกลิ่นแรง

กลิ่นของปากกาไวท์บอร์ดมักมาจากส่วนผสมของหมึกและตัวทำละลายที่ช่วยให้หมึกเขียนติดบนผิวกระดาน แห้งไว และลบออกได้ง่าย ปากกาบางรุ่นจึงมีกลิ่นชัดกว่ารุ่นอื่น โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่ได้เน้นเรื่องกลิ่นอ่อน หรือไม่ได้ระบุคุณสมบัติด้าน Low Odor ไว้ชัดเจน

จริง ๆ แล้วปากกาไวท์บอร์ดแทบทุกแบบมีกลิ่นอยู่บ้าง มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสูตรหมึก คุณภาพของปากกา และสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน ถ้าใช้ในห้องเปิดโล่ง อาจไม่รู้สึกมาก แต่ถ้าใช้ในห้องแอร์หรือห้องที่ปิดประตูหน้าต่าง กลิ่นจะสะสมได้ง่ายกว่า ยิ่งเขียนนาน ใช้หลายสี หรือมีหลายคนใช้พร้อมกัน กลิ่นก็ยิ่งชัดขึ้น สำหรับบางคน กลิ่นหมึกอาจแค่รบกวนเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่ไวต่อกลิ่น อาจรู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ แสบจมูก หรือไม่สบายตัวได้ง่าย ดังนั้น ถ้าเคยใช้ปากกาไวท์บอร์ดแล้วรู้สึกว่ากลิ่นแรงเกินไป การเปลี่ยนไปใช้รุ่นที่กลิ่นอ่อนลงจะช่วยให้ใช้งานสบายขึ้นมาก

ปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นไม่แรง เลือกยังไงให้เขียนสบาย ไม่เวียนหัว

ปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นน้อย ไม่ได้แปลว่าไม่มีกลิ่นเลย

เรื่องนี้ควรเข้าใจก่อนซื้อ เพราะคำว่า “กลิ่นไม่แรง” หรือ “Low Odor” ไม่ได้หมายความว่าปากกาจะไม่มีกลิ่นเลย แต่หมายถึงกลิ่นอ่อนกว่า ไม่ฉุนเท่าปากกาไวท์บอร์ดบางรุ่น หรือใช้งานในห้องปิดได้สบายขึ้น ถ้าเป็นคนที่ไวต่อกลิ่นมาก ๆ ต่อให้เลือกแบบ Low Odor ก็อาจยังรู้สึกได้บ้าง โดยเฉพาะถ้าเขียนใกล้จมูก ใช้ต่อเนื่องนาน ๆ หรือห้องไม่มีอากาศถ่ายเทเลย ดังนั้นนอกจากเลือกปากกากลิ่นอ่อนแล้ว ควรช่วยด้วยการเปิดประตู เปิดพัดลม หรือพักการใช้งานเป็นช่วง ๆ ถ้าต้องเขียนนาน

พูดง่าย ๆ คือ ปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นอ่อนไม่ใช่ปากกาที่ “ไร้กลิ่น 100%” แต่เป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่ามากสำหรับห้องประชุม ห้องเรียน ห้องอบรม และออฟฟิศที่ต้องใช้ไวท์บอร์ดเป็นประจำ

เลือกปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นไม่แรง ต้องดูคำว่าอะไร

ถ้าอยากได้ปากกาไวท์บอร์ดที่กลิ่นไม่แรง เวลาซื้อควรดูคำบนฉลาก ชื่อรุ่น หรือรายละเอียดสินค้า ไม่ควรดูแค่หน้าตาปากกาอย่างเดียว คำที่มักเจอและควรมองหา เช่น Low Odor, Less Odour, กลิ่นน้อย, กลิ่นไม่ฉุน, Xylene Free หรือ Toluene Free

คำเหล่านี้ช่วยบอกได้ว่าปากการุ่นนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องกลิ่นหรือส่วนผสมบางชนิดมากกว่าปากกาทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม ควรดูเป็น “รุ่น” มากกว่าดูแค่ “แบรนด์” เพราะแบรนด์เดียวกันอาจมีหลายรุ่น บางรุ่นเน้นกลิ่นอ่อน บางรุ่นเน้นสีเข้ม บางรุ่นเน้นราคาประหยัด หรือบางรุ่นออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะทาง

อย่างในกลุ่มสินค้าที่พบได้บ่อย เช่น EXPO Low Odor Dry Erase Markers จะเห็นว่าชื่อรุ่นระบุคำว่า Low Odor ชัดเจน เหมาะกับคนที่ตั้งใจเลือกปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นอ่อนโดยตรง มีหลายสีให้เลือก เช่น เขียว น้ำเงิน แดง หรือสีพื้นฐานอื่น ๆ ใช้แยกหัวข้อบนกระดานได้ง่าย ถ้าเริ่มจัดห้องประชุม ห้องเรียน หรือซื้อไว้ใช้ในออฟฟิศ อาจเลือกเป็นชุดอย่าง EXPO Starter Kit ที่มีทั้งปากกาไวท์บอร์ด แปรงลบ และน้ำยาทำความสะอาดกระดาน เหมาะกับคนที่อยากได้ของครบชุด ไม่ต้องแยกซื้อทีละอย่าง

กลิ่นไม่แรงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเขียนชัดและลบง่ายด้วย

แม้เรื่องกลิ่นจะสำคัญ แต่ปากกาไวท์บอร์ดที่ดีไม่ควรมีแค่กลิ่นอ่อนอย่างเดียว เพราะถ้าเขียนแล้วสีจาง เส้นขาด หมึกไม่สม่ำเสมอ หรือลบแล้วยังทิ้งคราบ ก็อาจใช้งานจริงไม่สะดวกอยู่ดี เวลาซื้อควรดูหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งความเข้มของสีหมึก ความลื่นตอนเขียน ขนาดเส้น ความเหมาะกับกระดานที่ใช้ และความสะอาดหลังลบ โดยเฉพาะถ้าใช้ในห้องประชุมหรือห้องเรียน สีหมึกต้องชัดพอให้มองเห็นจากระยะไกล ไม่ใช่ดูชัดแค่ตอนยืนใกล้กระดาน สีพื้นฐานที่ควรมีติดไว้คือ ดำ น้ำเงิน แดง และเขียว

  • สีดำกับน้ำเงินเหมาะกับการเขียนเนื้อหาหลัก
  • สีแดงใช้เน้นจุดสำคัญ
  • สีเขียวใช้แยกหัวข้อหรือทำเครื่องหมายเพิ่มเติมได้ดี

ไม่จำเป็นต้องมีหลายสีจนเกินไป แต่ควรเลือกสีที่ใช้จริงและอ่านง่าย ถ้าเน้นใช้งานประจำ เช่น สอนหนังสือ ประชุมงาน หรือเขียนบอร์ดหน้าร้าน ควรเลือกปากกาที่เขียนติดง่าย ไม่ต้องกดแรง เพราะการกดแรงเกินไปนอกจากทำให้เขียนเมื่อยแล้ว ยังอาจทำให้หัวปากกาเสียเร็วขึ้นด้วย

ปากกาไวท์บอร์ดแบบหัวกลม เหมาะกับงานทั่วไป

ปากกาไวท์บอร์ดมีทั้งหัวกลมและหัวตัด ถ้าใช้ทั่วไปในออฟฟิศ ห้องเรียน หรือเขียนบอร์ดประจำวัน หัวกลมถือว่าใช้ง่าย เพราะเขียนเส้นค่อนข้างสม่ำเสมอ ควบคุมง่าย และเหมาะกับการเขียนตัวหนังสือทั่วไป ตัวอย่างเช่น STAEDTLER Lumocolor Whiteboard Marker รุ่น 351 ที่มีหลายสี เช่น สีดำ สีเขียว สีน้ำเงิน จุดเด่นของปากกากลุ่มนี้คือเป็นปากกาไวท์บอร์ดที่เน้นการเขียนบนกระดาน ลบแห้งได้ และมีข้อมูลเรื่อง low odour หรือกลิ่นอ่อนในรายละเอียดสินค้า จึงเหมาะกับงานประชุม งานสอน หรือใช้งานในออฟฟิศที่ต้องเขียนกระดานบ่อย ๆ

อีกตัวเลือกที่พบได้บ่อยในไทยคือ Horse H-22 Whiteboard Marker ซึ่งเป็นปากกาไวท์บอร์ดหัวกลม มีหลายสี และมักขายเป็นกล่อง เหมาะกับโรงเรียน สำนักงาน ร้านค้า หรือคนที่ต้องใช้จำนวนมาก จุดที่น่าสนใจคือรายละเอียดสินค้าหลายแหล่งระบุว่าเขียนลื่น ลบง่าย กลิ่นไม่ฉุนรุนแรง และปราศจาก Xylene แต่ถ้าเน้นเรื่องกลิ่นเป็นหลัก ควรเช็กรายละเอียดบนฉลากหรือหน้าสินค้าอีกครั้งก่อนซื้อ เพราะแต่ละรุ่นอาจให้ความรู้สึกเรื่องกลิ่นต่างกันได้

ปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นไม่แรง เลือกยังไงให้เขียนสบาย ไม่เวียนหัว

หัวตัดเหมาะกับการเขียนตัวใหญ่หรือเน้นข้อความ

ถ้าต้องเขียนหัวข้อใหญ่ ๆ บนกระดาน หรืออยากให้ข้อความมองเห็นชัดจากระยะไกล ปากกาไวท์บอร์ดหัวตัดก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะสามารถเขียนได้ทั้งเส้นหนาและเส้นบาง ขึ้นอยู่กับมุมที่จับปากกา

ปากกากลุ่ม EXPO Low Odor หลายรุ่นเป็นหัวตัด จึงเหมาะกับการเขียนประชุม เขียนหัวข้อ หรือใช้ในห้องเรียนที่ต้องการให้คนด้านหลังมองเห็นชัด แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ถนัดหัวตัด อาจต้องใช้เวลาปรับมือเล็กน้อย เพราะถ้าจับมุมไม่คงที่ เส้นอาจหนาบางไม่เท่ากัน สำหรับคนที่ใช้ไวท์บอร์ดทั่วไป ไม่ได้ต้องเขียนตัวใหญ่มาก หัวกลมจะใช้ง่ายกว่า แต่ถ้าใช้ในห้องประชุม ห้องอบรม หรือเขียนนำเสนอหน้าห้อง หัวตัดจะช่วยให้ตัวหนังสือดูเด่นและอ่านง่ายขึ้น

ใช้ในห้องแอร์หรือห้องปิด ควรเลือกแบบกลิ่นอ่อนเป็นพิเศษ

ถ้าใช้ปากกาไวท์บอร์ดในพื้นที่เปิดโล่ง กลิ่นอาจไม่ใช่ปัญหาหลักมากนัก เพราะอากาศถ่ายเทได้ แต่ถ้าใช้ในห้องแอร์ ห้องประชุมเล็ก ห้องเรียน ห้องอบรม หรือห้องทำงานที่ปิดประตูตลอด กลิ่นหมึกจะสะสมได้ง่ายกว่า

ในกรณีนี้ ปากกาไวท์บอร์ดที่ระบุว่า Low Odor หรือกลิ่นไม่ฉุนจะเหมาะกว่า โดยเฉพาะคนที่ต้องเขียนบ่อย เช่น ครู วิทยากร หัวหน้างาน พนักงานออฟฟิศ หรือคนที่ใช้ไวท์บอร์ดวางแผนงานทุกวัน ตัวอย่างแบรนด์ที่มีรุ่นแนวนี้ให้เลือกดู เช่น EXPO, STAEDTLER, Artline, uni, Pilot, Pentel และ Horse แต่ควรดูรายละเอียดเป็นรุ่น ๆ ไป ไม่ควรเหมารวมทั้งแบรนด์ว่ากลิ่นอ่อนทั้งหมด เพราะแต่ละรุ่นอาจใช้หมึกคนละสูตร มีหัวปากกาคนละแบบ และออกแบบมาสำหรับการใช้งานต่างกัน ถ้าซื้อออนไลน์ ให้ดูชื่อรุ่นและคำอธิบายสินค้าให้ละเอียด ถ้าซื้อหน้าร้าน ให้ลองดูฉลากบนด้ามหรือแพ็กเกจว่ามีคำว่า Low Odor, กลิ่นไม่ฉุน หรือ Xylene Free หรือไม่

ระวังหยิบผิดระหว่างปากกาไวท์บอร์ดกับปากกาเคมี

อีกเรื่องที่ควรระวังคือ ปากกาไวท์บอร์ดกับปากกาเคมีบางรุ่นหน้าตาคล้ายกันมาก โดยเฉพาะถ้าวางรวมกันในลิ้นชักหรือชั้นอุปกรณ์สำนักงาน เวลาหยิบรีบ ๆ อาจเผลอหยิบผิดได้

ปากกาไวท์บอร์ดจะใช้คำว่า Whiteboard Marker, Board Marker หรือ Dry Erase Marker จุดประสงค์คือเขียนบนกระดานไวท์บอร์ดแล้วลบออกได้ ส่วนปากกาเคมีหรือ Permanent Marker ถูกออกแบบมาให้หมึกติดทนกว่า จึงไม่เหมาะกับการเขียนบนไวท์บอร์ดถ้าต้องการลบออกง่าย เช่น Horse H-44 เป็นปากกาเคมี ไม่ใช่ปากกาไวท์บอร์ด ถึงจะเป็นปากกามาร์กเกอร์เหมือนกัน แต่การใช้งานต่างกัน ถ้าใช้ผิดบนไวท์บอร์ดอาจลบยาก ทิ้งคราบ หรือทำให้ผิวกระดานดูสกปรกเร็วขึ้น

ก่อนซื้อหรือก่อนใช้ ควรดูคำบนด้ามให้ชัด โดยเฉพาะในออฟฟิศ โรงเรียน หรือร้านค้าที่มีปากกาหลายชนิดปนกัน การแยกปากกาไวท์บอร์ดกับปากกาเคมีไว้คนละที่ จะช่วยลดปัญหาหยิบผิดได้มาก

อย่าลืมดูแปรงลบและน้ำยาทำความสะอาดกระดาน

บางครั้งปัญหากลิ่น คราบ หรือการลบไม่สะอาดไม่ได้มาจากปากกาอย่างเดียว แต่อาจมาจากกระดานที่มีคราบหมึกสะสม แปรงลบที่สกปรก หรือการใช้น้ำยาทำความสะอาดไม่เหมาะ ถ้าใช้ไวท์บอร์ดบ่อย ควรมีแปรงลบที่สะอาด และทำความสะอาดกระดานเป็นระยะ โดยเฉพาะถ้ากระดานเริ่มลบไม่เกลี้ยง มีคราบเทา ๆ หรือเขียนแล้วหมึกติดบนผิวกระดานมากกว่าปกติ

ชุดเริ่มต้นอย่าง EXPO Starter Kit ที่มีทั้งปากกาไวท์บอร์ด แปรงลบ และน้ำยาทำความสะอาด จึงเหมาะกับคนที่อยากดูแลกระดานให้ใช้งานได้นานขึ้น ไม่ใช่ซื้อแค่ปากกาอย่างเดียวแล้วจบ เพราะถ้ากระดานสะอาดและแปรงลบดี ปากกาไวท์บอร์ดก็จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีใช้และเก็บปากกาไวท์บอร์ดไม่ให้แห้งเร็ว

ต่อให้เลือกปากกาดีแค่ไหน ถ้าเก็บไม่ถูกวิธี หมึกก็แห้ง เขียนไม่ติด หรือเขียนแล้วเส้นขาดได้เหมือนกัน หลังใช้งานควรปิดฝาให้สนิททันที ไม่ควรวางเปิดฝาทิ้งไว้นาน ๆ และไม่ควรเก็บไว้ในที่ร้อนจัด เช่น ในรถยนต์ หรือริมหน้าต่างที่โดนแดด ถ้าเป็นไปได้ ควรเก็บปากกาในแนวนอน เพื่อให้หมึกกระจายตัวสม่ำเสมอ และควรแยกปากกาไวท์บอร์ดออกจากปากกาเคมีให้ชัด จะได้ไม่หยิบผิดเวลาใช้งาน

ถ้าปากกาเริ่มเขียนจาง อย่าเพิ่งกดหัวปากกาแรง ๆ เพราะอาจทำให้หัวเสียเร็วขึ้น ลองปิดฝา วางพัก หรือเช็กว่าปากการุ่นนั้นสามารถเติมหมึกได้หรือไม่ บางรุ่นเติมหมึกได้ ช่วยประหยัดกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะออฟฟิศหรือโรงเรียนที่ใช้ปากกาไวท์บอร์ดจำนวนมาก

ปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นไม่แรง เลือกยังไงให้เขียนสบาย ไม่เวียนหัว

เลือกปากกาไวท์บอร์ดกลิ่นไม่แรง ดูอะไรบ้าง

ถ้าเคยใช้ ปากกาไวท์บอร์ด แล้วเวียนหัว แสบจมูก หรือรู้สึกว่ากลิ่นหมึกแรงเกินไป ครั้งต่อไปไม่ควรเลือกจากราคาอย่างเดียว แต่ควรดูคุณสมบัติเรื่องกลิ่นด้วย โดยเฉพาะถ้าต้องใช้ในห้องแอร์ ห้องประชุม ห้องเรียน หรือพื้นที่ปิด ให้มองหารุ่นที่ระบุว่า Low Odor, Less Odour, กลิ่นไม่ฉุน, Xylene Free หรือ Toluene Free เลือกสีที่เขียนชัด ลบง่าย หัวปากกาเหมาะกับการใช้งาน และดูให้แน่ใจว่าเป็นปากกาไวท์บอร์ดจริง ๆ ไม่ใช่ปากกาเคมี

สุดท้าย ปากกาไวท์บอร์ดที่ดีไม่ใช่แค่เขียนติด แต่ควรทำให้คนใช้งานรู้สึกสบายด้วย โดยเฉพาะคนที่ต้องยืนเขียนกระดานนาน ๆ ถ้าเลือกแบบกลิ่นอ่อน เขียนชัด ลบง่าย และดูแลกระดานให้สะอาดอยู่เสมอ การประชุม การสอน หรือการจดงานบนไวท์บอร์ดก็จะน่าใช้ขึ้นเยอะ