PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันยังไง? เลือกเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวผิด อาจทำให้ไฟติดเองบ่อย

Customers Also Purchased

เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว เป็นอุปกรณ์ที่พบได้บ่อยในระบบไฟอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าบ้าน ไฟทางเดิน ไฟบันได ไฟห้องน้ำ ลานจอดรถ ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย หลักการใช้งานดูเหมือนง่าย คือเมื่อมีคนเดินผ่าน เซนเซอร์จะตรวจจับการเคลื่อนไหวแล้วสั่งให้ไฟหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อทำงานโดยอัตโนมัติ

แต่ในความเป็นจริง เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวไม่ได้มีแค่แบบเดียว และแต่ละแบบก็ทำงานต่างกัน หากเลือกผิดประเภทหรือติดตั้งไม่เหมาะกับพื้นที่ อาจทำให้ไฟติดเองบ่อย ไฟไม่ดับตามต้องการ หรือบางครั้งคนเดินผ่านแล้วไฟก็ไม่ติด

เซนเซอร์ที่พบบ่อยในงานไฟอัตโนมัติได้แก่ PIR Sensor และ Microwave Sensor ทั้งสองใช้ตรวจจับการเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีตรวจจับ ความไว ระยะครอบคลุม และพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้งาน

บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับพื้นที่แบบไหน และควรเลือกเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวอย่างไรให้ใช้งานได้จริง

PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันยังไง เลือกเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวผิด อาจทำให้ไฟติดเองบ่อย

เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวคืออะไร

เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว คืออุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับว่ามีคน สัตว์ หรือวัตถุเคลื่อนที่อยู่ในบริเวณที่กำหนดหรือไม่ เมื่อตรวจพบการเคลื่อนไหว ก็จะส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์อื่นให้ทำงาน เช่น หลอดไฟ โคมไฟ ระบบแจ้งเตือน กล้องวงจรปิด หรือระบบควบคุมอัตโนมัติ

ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ไฟทางเดินที่เปิดเองเมื่อมีคนเดินผ่าน ไฟหน้าบ้านที่ติดเมื่อตรวจพบคนเข้าใกล้ ไฟห้องน้ำสำนักงานที่เปิดอัตโนมัติ หรือไฟลานจอดรถที่ทำงานเมื่อมีรถหรือคนเคลื่อนที่เข้ามา

ข้อดีของเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวคือเพิ่มความสะดวก ลดการสัมผัสสวิตช์ ลดปัญหาลืมปิดไฟ และเสริมความปลอดภัยในบางพื้นที่ได้ด้วย แต่สิ่งสำคัญคือต้องเลือกชนิดให้เหมาะกับลักษณะหน้างาน เพราะถ้าเลือกไม่เหมาะ อุปกรณ์อาจทำงานผิดจังหวะและสร้างความรำคาญมากกว่าความสะดวก

PIR Sensor คืออะไร

PIR Sensor หรือ Passive Infrared Sensor คือเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ทำงานโดยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของรังสีอินฟราเรดในพื้นที่ตรวจจับ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ คน สัตว์ หรือวัตถุที่มีอุณหภูมิจะปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมาตลอดเวลา เมื่อมีคนเดินผ่านหน้าเซนเซอร์ ระดับรังสีที่เซนเซอร์รับได้จะเปลี่ยนแปลง เซนเซอร์จึงรับรู้ว่ามีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

คำว่า Passive หมายถึงตัวเซนเซอร์ไม่ได้ปล่อยคลื่นหรือพลังงานออกไปเอง แต่ทำหน้าที่รับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ PIR Sensor จึงนิยมใช้ในงานไฟอัตโนมัติภายในบ้าน อาคารสำนักงาน ห้องน้ำ ทางเดิน บันได และพื้นที่ที่ต้องการตรวจจับคนเดินผ่านทั่วไป

จุดเด่นของ PIR Sensor

จุดเด่นของ PIR Sensor คือใช้งานง่าย ราคาไม่สูง และเหมาะกับพื้นที่ที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น ห้อง ทางเดิน ประตู บันได หรือบริเวณที่ต้องการให้ไฟติดเมื่อมีคนเดินผ่านจริง ๆ

เนื่องจาก PIR Sensor ตรวจจับจากการเปลี่ยนแปลงของอินฟราเรดในมุมมองของเซนเซอร์ จึงควบคุมพื้นที่ตรวจจับได้ง่ายกว่าในงานบ้านทั่วไป หากติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็ลดโอกาสที่ไฟจะติดเองจากการเคลื่อนไหวนอกพื้นที่เป้าหมายได้ อีกข้อดีคือ PIR Sensor ไม่ปล่อยคลื่นออกไป จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการตรวจจับแบบไม่ไวเกินไป เช่น ห้องน้ำ ห้องเก็บของ หน้าประตู ทางเดินในบ้าน หรือบันได

สำหรับบ้านพักอาศัยและอาคารขนาดเล็ก PIR Sensor เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า เพราะเพียงพอกับการใช้งานทั่วไปและไม่ซับซ้อนเกินจำเป็น

ข้อควรระวังของ PIR Sensor

แม้ PIR Sensor จะใช้งานง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนติดตั้ง เพราะเซนเซอร์ชนิดนี้อาศัยการเปลี่ยนแปลงของรังสีอินฟราเรด หากมีสิ่งรบกวนด้านความร้อนหรือทิศทางลม ก็อาจทำให้ทำงานผิดพลาดได้

ตำแหน่งที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ใกล้แอร์ ช่องลม หรือพัดลม ใกล้หน้าต่างที่แดดส่องแรง ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปล่อยความร้อน จุดที่สัตว์เลี้ยงเดินผ่านบ่อย และจุดที่มีเฟอร์นิเจอร์หรือชั้นวางของบังมุมตรวจจับ

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ PIR Sensor อาศัยมุมมองของเซนเซอร์โดยตรง หากมีสิ่งกีดขวาง เช่น ผนัง ประตู เฟอร์นิเจอร์ หรือฉากบัง อาจทำให้ตรวจจับได้ไม่เต็มพื้นที่ คนเดินผ่านแล้วไฟไม่ติด หรือจับได้เฉพาะบางมุม

นอกจากนี้ PIR Sensor ยังไม่เหมาะกับการตรวจจับคนที่อยู่นิ่งนาน เช่น นั่งทำงาน นั่งประชุม หรืออ่านหนังสือ เพราะเซนเซอร์เน้นตรวจจับการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการรับรู้ว่ามีคนอยู่ตลอดเวลา หากไม่มีการเคลื่อนไหวมากพอ ไฟอาจดับได้แม้ยังมีคนอยู่ในห้อง

PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันยังไง เลือกเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวผิด อาจทำให้ไฟติดเองบ่อย

Microwave Sensor คืออะไร

Microwave Sensor คือเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ทำงานโดยปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกไป แล้วตรวจจับคลื่นที่สะท้อนกลับมา เมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่ในพื้นที่ คลื่นสะท้อนจะเปลี่ยนแปลง เซนเซอร์จึงรับรู้ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

หลักการนี้ต่างจาก PIR Sensor ตรงที่ Microwave Sensor ไม่ได้ใช้การเปลี่ยนแปลงของรังสีอินฟราเรด แต่ใช้การเปลี่ยนแปลงของคลื่นสะท้อนเมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่เข้ามาในพื้นที่ตรวจจับ

ด้วยเหตุนี้ Microwave Sensor จึงมีความไวในการตรวจจับสูงกว่าในหลายกรณี และตรวจจับการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ หรือพื้นที่กว้างได้ดี ขึ้นอยู่กับรุ่น ระยะตรวจจับ มุมตรวจจับ และการตั้งค่าของอุปกรณ์

จุดเด่นของ Microwave Sensor

จุดเด่นของ Microwave Sensor คือมีความไวสูง และเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการระยะตรวจจับกว้าง หรือพื้นที่ที่ต้องการให้เซนเซอร์ตอบสนองเร็วเมื่อมีการเคลื่อนไหว

ตัวอย่างพื้นที่ที่มักพิจารณาใช้ Microwave Sensor เช่น ทางเดินยาวในอาคาร ลานจอดรถ โกดัง คลังสินค้า พื้นที่กึ่งเปิด หรือพื้นที่ที่มีคนและรถเคลื่อนที่เข้าออกเป็นช่วง ๆ อีกข้อดีคือ Microwave Sensor ไม่พึ่งพาการเปลี่ยนแปลงของความร้อนแบบ PIR จึงทำงานได้ดีกว่าในบางสภาพแวดล้อมที่ PIR ตรวจจับได้ไม่ครอบคลุม เช่น พื้นที่กว้าง หรือบริเวณที่ต้องการตรวจจับการเคลื่อนไหวของวัตถุ ไม่ใช่เฉพาะคน

อย่างไรก็ตาม ความไวของ Microwave Sensor เป็นทั้งข้อดีและข้อควรระวัง เพราะถ้าติดตั้งในพื้นที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ไฟติดเองบ่อยกว่าที่ต้องการ

ข้อควรระวังของ Microwave Sensor

Microwave Sensor บางรุ่นตรวจจับการเคลื่อนไหวผ่านวัสดุบางประเภทได้ เช่น กระจก ฝ้า หรือผนังบาง ขึ้นอยู่กับรุ่น กำลังส่ง ความถี่ วัสดุ และสภาพหน้างาน

จุดนี้ทำให้ Microwave Sensor เหมาะกับงานที่ต้องการการตรวจจับครอบคลุม แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นสาเหตุของปัญหาไฟติดเองได้ เช่น ติดตั้งในห้องที่อยู่ติดถนนแล้วเซนเซอร์ตรวจจับรถที่วิ่งผ่านด้านนอก หรือติดตั้งใกล้กระจกแล้วตรวจจับคนเดินผ่านอีกฝั่ง

นอกจากนี้ หากพื้นที่มีวัตถุเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น พัดลมทำให้ผ้าม่านไหว ประตูขยับ ต้นไม้ไหว หรือมีการเคลื่อนไหวใกล้พื้นที่ตรวจจับทั้งวัน เซนเซอร์อาจสั่งให้ไฟติดซ้ำ ๆ จนดูเหมือนไฟไม่ดับ

ดังนั้น หากเลือกใช้ Microwave Sensor ควรดูว่าปรับความไว ปรับระยะตรวจจับ และปรับเวลาหน่วงได้หรือไม่ เพราะการตั้งค่าที่เหมาะสมมีผลมากต่อการใช้งานจริง

PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันยังไง

ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย PIR Sensor และ Microwave Sensor ต่างกันที่หลักการตรวจจับ

PIR Sensor ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของรังสีอินฟราเรดในพื้นที่ เหมาะกับการตรวจจับคนเดินผ่านในบริเวณที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น ห้องน้ำ ทางเดิน บันได หรือหน้าประตู ส่วน Microwave Sensor ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสะท้อนเมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความไวสูง ระยะตรวจจับกว้าง หรือมีการเคลื่อนไหวเข้าออกในพื้นที่กว้าง เช่น ลานจอดรถ ทางเดินยาว หรือโกดัง

โดยทั่วไป PIR Sensor เหมาะกับบ้านหรือพื้นที่ใช้งานทั่วไป เพราะควบคุมขอบเขตการตรวจจับได้ง่ายกว่า ส่วน Microwave Sensor เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการการตอบสนองไวและครอบคลุมมากขึ้น แต่ต้องระวังเรื่องการตรวจจับเกินพื้นที่ที่ต้องการ

สรุปให้เห็นภาพคือ PIR Sensor เหมาะกับงานที่ต้องการความพอดี ส่วน Microwave Sensor เหมาะกับงานที่ต้องการความไวและระยะครอบคลุม แต่ต้องเลือกและตั้งค่าให้เหมาะกับพื้นที่มากกว่า

PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันยังไง เลือกเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวผิด อาจทำให้ไฟติดเองบ่อย

เลือกผิดทำไมถึงทำให้ไฟติดเองบ่อย

ปัญหาไฟติดเอง ไฟไม่ดับ หรือไฟติด ๆ ดับ ๆ ไม่ได้เกิดจากเซนเซอร์เสียเสมอไป แต่หลายครั้งเกิดจากการเลือกชนิดเซนเซอร์ไม่เหมาะกับพื้นที่ หรือติดตั้งในตำแหน่งที่มีสิ่งรบกวน เช่น หากใช้ Microwave Sensor ในพื้นที่เล็กเกินไป หรือพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวนอกจุดที่ต้องการตรวจจับ เซนเซอร์อาจจับการเคลื่อนไหวเหล่านั้นและสั่งให้ไฟติดบ่อยกว่าที่ควร

ในทางกลับกัน หากใช้ PIR Sensor ในจุดที่มีแดดส่องแรง มีลมร้อน มีแอร์เป่า หรือมีสัตว์เลี้ยงเดินผ่านบ่อย ก็อาจทำให้เซนเซอร์ตรวจจับผิดพลาดได้เช่นกัน อีกสาเหตุที่พบบ่อยคือการตั้งค่าไม่เหมาะสม เช่น ตั้งเวลาหน่วงนานเกินไป ตั้งความไวสูงเกินไป หรือตั้งค่าแสงสว่างไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ใช้งาน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าไฟไม่ดับ ทั้งที่จริงแล้วเซนเซอร์กำลังตรวจจับซ้ำและเริ่มนับเวลาใหม่อยู่เรื่อย ๆ

ดังนั้น ปัญหาไฟติดเองทั้งวันอาจไม่ได้แปลว่าเซนเซอร์เสีย แต่ควรเช็กทั้งชนิดของเซนเซอร์ ตำแหน่งติดตั้ง สิ่งรบกวนรอบข้าง และการตั้งค่าของอุปกรณ์ร่วมกัน

พื้นที่แบบไหนเหมาะกับ PIR Sensor

PIR Sensor เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการตรวจจับคนเดินผ่านชัดเจน และไม่มีสิ่งรบกวนด้านความร้อนมากเกินไป เช่น ทางเดินในบ้าน บันได ห้องน้ำ ห้องเก็บของ หน้าประตู ห้องซักล้าง หรือบริเวณที่มีคนเข้าใช้งานเป็นช่วง ๆ

พื้นที่เหล่านี้ไม่ต้องการระยะตรวจจับไกลมาก แต่ต้องการให้ไฟติดเมื่อมีคนเข้าไปใช้งานจริง และดับเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่กำหนด สำหรับบ้านพักอาศัย ห้องพัก อาคารสำนักงานขนาดเล็ก หรือร้านค้าที่ต้องการเปิดไฟเฉพาะจุด PIR Sensor เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะใช้งานง่ายและไม่ไวเกินความจำเป็น

หากต้องการเลือกใช้เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ PIR สำหรับงานไฟอัตโนมัติทั่วไป อาจพิจารณารุ่นที่เหมาะกับลักษณะการติดตั้ง เช่น SCHNEIDER SAE-UE-MS-CDBWE แบบติดผนัง ชนิด PIR ระยะรัศมี 7 เมตร เหมาะกับจุดที่ต้องการตรวจจับด้านหน้าหรือบริเวณทางเดิน ส่วนพื้นที่ที่ต้องการติดตั้งบนฝ้าเพดาน สามารถเลือกเป็น SCHNEIDER SAE-UE-MS-CSAWE แบบติดเพดาน ชนิด PIR ระยะรัศมี 7 เมตร เพื่อให้ตรวจจับการเคลื่อนไหวจากด้านบนได้เป็นระเบียบและกลมกลืนกับพื้นที่มากขึ้น

สำหรับงานที่ต้องการควบคุมอุปกรณ์มากกว่า 1 จุด อาจพิจารณา SCHNEIDER SAE-UE-MS-CDAWE แบบติดเพดาน ชนิด PIR ระยะรัศมี 7 เมตร ซึ่งเป็นรุ่น 2 ช่องเอาต์พุต เหมาะกับงานที่ต้องการแยกการควบคุมหรือใช้งานร่วมกับระบบไฟในพื้นที่ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งนี้ควรตรวจสอบโหลดไฟ วิธีติดตั้ง และสภาพพื้นที่จริงก่อนเลือกใช้งานทุกครั้ง

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการติดตั้งตรงกับแอร์ พัดลม ช่องลม หน้าต่างที่แดดส่องแรง หรือจุดที่มีสัตว์เลี้ยงเดินผ่านบ่อย เพื่อลดโอกาสตรวจจับผิดพลาด

พื้นที่แบบไหนเหมาะกับ Microwave Sensor

Microwave Sensor เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการระยะตรวจจับกว้าง หรือต้องการให้เซนเซอร์ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวได้ไว เช่น ทางเดินยาวในอาคาร ลานจอดรถ โกดัง คลังสินค้า พื้นที่กึ่งเปิด หรือบริเวณที่มีคนและรถเคลื่อนที่เข้าออกเป็นช่วง ๆ ในพื้นที่เหล่านี้ การใช้เซนเซอร์ที่มีความไวและครอบคลุมมากขึ้นช่วยให้ระบบไฟอัตโนมัติทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะจุดที่ PIR Sensor ตรวจจับได้ไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม หากนำ Microwave Sensor ไปใช้ในห้องเล็ก ห้องน้ำขนาดเล็ก ห้องนอน หรือพื้นที่ที่อยู่ติดกับถนน กระจก หรือผนังบาง ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเซนเซอร์อาจตรวจจับการเคลื่อนไหวจากบริเวณที่ไม่ต้องการได้ หากจำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ลักษณะนี้ ควรเลือกอุปกรณ์ที่ปรับความไว ปรับระยะตรวจจับ และปรับเวลาหน่วงได้ เพื่อให้ควบคุมการทำงานได้เหมาะกับพื้นที่จริง

PIR Sensor กับ Microwave Sensor ต่างกันยังไง เลือกเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวผิด อาจทำให้ไฟติดเองบ่อย

ก่อนซื้อเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ควรดูอะไรบ้าง

ก่อนเลือกซื้อเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ไม่ควรดูแค่ว่าเป็น PIR Sensor หรือ Microwave Sensor เท่านั้น แต่ควรดูรายละเอียดอื่นประกอบด้วย เพราะรายละเอียดเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการใช้งานจริง

สิ่งที่ควรดูเบื้องต้น ได้แก่

  • ระยะตรวจจับและมุมตรวจจับ
  • ความสูงที่เหมาะกับการติดตั้ง
  • โหลดไฟหรือกำลังวัตต์ที่รองรับ
  • การปรับเวลาหน่วง ความไว และระดับแสง
  • ความเหมาะสมกับพื้นที่ภายในหรือภายนอกอาคาร

ตัวอย่างเช่น หากต้องการติดตั้งในห้อง ทางเดิน หรือบริเวณที่มีขอบเขตชัดเจน รุ่น PIR ระยะรัศมีประมาณ 7 เมตรอาจเพียงพอกับงานทั่วไป โดยเลือกได้ทั้งแบบติดผนังและติดเพดานตามลักษณะพื้นที่ แต่ถ้าต้องการให้เซนเซอร์ทำงานสัมพันธ์กับระดับแสงในพื้นที่ อาจพิจารณารุ่นที่มีฟังก์ชัน Lux Sensor ร่วมด้วย เช่น SCHNEIDER CCT570003 ชนิด PIR + Lux Sensor ระยะรัศมี 3.5 เมตร ซึ่งเหมาะกับงานที่ต้องการให้ไฟทำงานเมื่อมีการเคลื่อนไหวและระดับแสงอยู่ในเงื่อนไขที่ตั้งไว้

ส่วนพื้นที่ที่ต้องการความแม่นยำมากขึ้น เช่น ห้องประชุม ห้องทำงาน หรือพื้นที่ที่คนนั่งอยู่นิ่งเป็นบางช่วง อาจพิจารณาเซนเซอร์แบบผสมเทคโนโลยี เช่น SCHNEIDER CCT551011 ชนิด PIR + Ultrasonic ระยะรัศมี 8 เมตร เพราะช่วยลดข้อจำกัดของการใช้ PIR เพียงอย่างเดียวได้ในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ควรเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกจากระยะตรวจจับเพียงอย่างเดียว

อีกเรื่องสำคัญคือทิศทางการติดตั้ง เพราะแม้จะเลือกเซนเซอร์คุณภาพดี แต่ถ้าติดผิดมุม หันผิดด้าน หรือติดใกล้สิ่งรบกวน ก็อาจทำให้ไฟติดเอง ไฟไม่ติด หรือทำงานไม่ตรงตามที่ต้องการ

PIR Sensor หรือ Microwave Sensor แบบไหนดีกว่ากัน

จริง ๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งสองเป็น เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ที่มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน

สำหรับงานบ้านทั่วไป เช่น ไฟทางเดิน ไฟหน้าห้องน้ำ ไฟบันได ไฟหน้าประตู หรือห้องเก็บของ PIR Sensor มักเพียงพอและใช้งานง่ายกว่า เพราะพื้นที่มีขอบเขตชัดเจนและไม่ต้องการความไวมากเกินไป แต่ถ้าเป็นพื้นที่กว้าง ทางเดินยาว ลานจอดรถ โกดัง หรือจุดที่ต้องการการตอบสนองไว Microwave Sensor เหมาะกว่า โดยเฉพาะเมื่อเลือกอุปกรณ์ที่ปรับค่าต่าง ๆ ได้และติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกแบบที่ดูดีที่สุด แต่คือการเลือกให้ตรงกับพื้นที่ใช้งานจริง ดูว่าต้องการระยะตรวจจับเท่าไร มีสิ่งรบกวนรอบข้างไหม พื้นที่เป็นห้องเล็กหรือพื้นที่กว้าง และต้องการให้ไฟทำงานไวแค่ไหน

เมื่อเลือกชนิดเซนเซอร์ให้เหมาะกับหน้างานตั้งแต่แรก ก็จะลดปัญหาไฟติดเอง ไฟไม่ดับ หรือไฟไม่ติดเมื่อมีคนเดินผ่าน และทำให้ระบบไฟอัตโนมัติใช้งานได้สะดวกขึ้นในระยะยาว