Customers Also Purchased
เวลาหยิบ บล็อกลม (Air / Pneumatic Impact Wrench) ขึ้นมาใช้ เราอาจสังเกตเห็นปุ่ม หรือลูกบิดเล็ก ๆ อยู่ด้านหลังหรือด้านล่างของตัวเครื่องครับ อาจมีตัวเลขประมาณ 1-2-3-4 บางรุ่นอาจใช้สัญลักษณ์ขีด จุด หรือแบ่งเป็น Min-Max อาจทำให้ตีความ ได้ง่าย ๆ ว่าเลข 1 คือแรงน้อย เลข 4 คือแรงมาก และถ้าอยากขันน็อตให้แน่น ก็แค่หมุนไปที่ระดับสูงสุดตลอดเวลา
แนวคิดนี้ถูกแค่บางส่วนครับ ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องกับกำลังจริง แต่ไม่ได้หมายความว่า “ระดับ 2 = แรงบิดเท่านี้” หรือ “ระดับ 4 = แรงบิดสูงสุดตามสเปก” แบบตายตัว ตัวปรับบนบล็อกลมมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของลมในเครื่อง ซึ่งส่งผลต่อความเร็วในการหมุน ความถี่ และพลังของชุดกระแทก รวมถึงแรงบิดที่เครื่อง สามารถส่งออกไปยังลูกบล็อก
การเข้าใจ ว่าตัวปรับแรงของบล็อกลมทำงานยังไง จะช่วยให้เราเลือกกำลังได้เหมาะกับงาน ลดปัญหาน็อตแน่นเกินไป เกลียวเสีย หัวน็อตชำรุด และยังช่วยให้ควบคุมเครื่องได้ง่ายขึ้น กว่าการเปิดแรงสุดหรือคาดเดาทุกครั้ง อีกด้วย
ตัวปรับแรงบน บล็อกลม มีไว้ทำอะไร?
เมื่ออากาศ กลายเป็นแรงบิด: มาดูกันว่า บล็อกลม ทำงานยังไง บล็อกลม ไม่ได้สร้างแรงจากมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ใช้พลังงานจากลมอัด ที่ส่งมาจากปั๊มลม ผ่านสายลมเข้าสู่มอเตอร์ลมภายในเครื่อง
- เมื่อกดไก ลมอัดจะทำให้มอเตอร์หมุน
- ส่งกำลังไปยังชุดกระแทกหรือ Impact Mechanism
- ถ่ายทอดแรงไปยังแกนขับ และลูกบล็อก
ตัวปรับแรงที่ติดอยู่บนเครื่อง ทำหน้าที่คล้าย วาล์วควบคุมการไหลของลม หรือควบคุมปริมาณพลังงานที่ส่งเข้าสู่ระบบภายใน เมื่อปรับระดับต่ำ ทางเดินลม อาจจำกัดมากขึ้น ทำให้มอเตอร์ และชุดกระแทกทำงานด้วยกำลังต่ำลง พอปรับระดับสูงขึ้น ลมจะสามารถไหลเข้าเครื่องได้มากขึ้น จึงมีศักยภาพในการสร้างกำลัง และแรงบิดได้สูงกว่าเดิม
ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังสูงสุดตลอดเวลา เพราะงานขันน็อตแต่ละประเภท ไม่ได้ต้องการแรงเท่ากัน น็อตตัวเล็ก งานประกอบ หรือการหมุนน็อตเข้าในช่วงแรก ไม่ควรใช้แรงระดับเดียวกับการถอดน็อตช่วงล่างรถยนต์ หรือน็อตเครื่องจักรขนาดใหญ่
ระดับ 1-2-3-4 ของ บล็อกลม หมายถึงอะไร?
โดยทั่วไป ถ้า บล็อกลม มีตัวปรับ 3 4 หรือ 5 ระดับ สามารถเข้าใจหลักการง่าย ๆ ได้ว่า ระดับ 0 หรือ 1 จำกัดกำลังมากที่สุด และระดับ 4 หรือ 5 เปิดให้ทำงานด้วยกำลังสูงที่สุดในโหมดนั้น

แต่ต้องเน้นคำว่า “โดยทั่วไป” ครับ เพราะแต่ละยี่ห้อ ออกแบบระบบไม่เหมือนกัน ตัวเลขบนตัวปรับไม่ได้เป็นมาตรฐานสากล แม้จะมีตัวเลข 1-2-3-4 เหมือนกัน แต่แรงบิดที่ได้จริงอาจต่างกันมาก
ระดับ 0-1 เหมาะกับงาน ที่ต้องการควบคุมมากกว่าแรง
ระดับ 1 มักเป็นตำแหน่งที่จำกัดลมมากที่สุดครับ เหมาะกับการเริ่มหมุนน็อต ประกอบเบื้องต้น หรืองานที่ไม่ต้องการให้เครื่องกระแทก รุนแรงทันที เช่น การหมุนน็อตเข้าเกลียวก่อนขันจริง หรือการทำงานกับน็อตเล็ก
การเริ่มด้วยแรงต่ำมีข้อดีตรงที่ ช่วยให้ควบคุมเครื่องง่าย ลดโอกาสเกิด การขันผิดเกลียวหรือข้ามเกลียว (Cross Thread) โดยเฉพาะเวลาที่รีบเอาบล็อกลม ไปหมุนน็อต โดยที่เกลียวยังไม่เข้าตำแหน่งดี ถ้าเปิดแรงสูง ความเร็ว และแรงกระแทกอาจทำให้เกลียวเสียได้เร็วมาก
ระดับ 2-3 เป็นช่วงใช้งานทั่วไป
ระดับกลางอย่าง 2 หรือ 3 มักใช้กับงานขัน และถอดทั่วไปครับ เครื่องมีกำลังมากขึ้น ไม่ใช่ระดับต่ำสุด แต่ก็ยังไม่ถึงระดับสูงสุด เหมาะกับงานประกอบ งานซ่อมบำรุง และงานที่ต้องการความสมดุลระหว่างความเร็วกับการควบคุม
อย่างไรก็ตาม ตัวปรับของบล็อกลมหลายรุ่น ไม่ได้เพิ่มกำลังเป็นเส้นตรง การเปลี่ยนจากระดับ 2 ไป 3 อาจทำให้การไหลของลมเพิ่มขึ้น ในสัดส่วน ที่คาดเดาจากตัวเลขไม่ได้
ระดับ 4-5 คือกำลังสูง ไม่ควรใช้ตลอดเวลา
ถ้าเครื่องมีระดับ 4 หรือ 5 ตำแหน่งเหล่านี้ เป็นตำแหน่งที่เปิดลมให้เครื่องทำงานได้เต็มกำลังมากที่สุด เหมาะสำหรับงานที่ต้องใช้แรงสูง เช่น
- การคลายน็อตที่ขันแน่น
- น็อตที่ติดจากการใช้งานเป็นเวลานาน
- งานที่ต้องใช้แรงบิดสูงสุด
- การตั้งระดับ สูงสุด ใช้กับทุกงาน ไม่ได้ทำให้งานดีขึ้น โดยเฉพาะงานขันเข้า
- แรงกระแทกที่สูงเกินความจำเป็นอาจทำให้น็อตแน่นเกินค่าที่กำหนด เกลียวยืด เกลียวเสีย ทำให้ชิ้นส่วนที่ถูกยึดรับแรงมากเกินไป
ปรับระดับสูงขึ้น แล้ว แรงบิด บล็อกลม เพิ่มขึ้นไหม?
โดยหลักการ เพิ่มระดับกำลัง อาจทำให้บล็อกลมมีศักยภาพสร้างแรงบิดได้สูงขึ้น จริงครับ เพราะระบบได้รับลมมากขึ้น แต่แรงบิดจริง ที่ออกจากเครื่องไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งตัวปรับอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือแรงดันลมและอัตราการไหลของลมที่เครื่องได้รับจากระบบต้องเพียงพอด้วย สมมติว่าบล็อกลมต้องการแรงดันทำงานประมาณหนึ่ง แต่ปั๊มลมจ่ายลมไม่ทัน สายลมเล็กเกินไป สายยาวมาก ข้อต่อทางลมมีขนาดเล็ก หรือชุดกรองลมเกิดการอุดตัน ต่อให้หมุนตัวปรับไปที่ระดับสูงสุด เครื่องก็อาจสร้างแรงได้ไม่เต็มตามที่ควรจะเป็น ไขข้อสงสัย บล็อกลม เน้นแรงดัน หรือปริมาณลม มากกว่ากัน?
นี่จึงเป็นเหตุผล ว่าทำไมบางครั้ง ผู้ใช้รู้สึกว่า “ตั้งเบอร์ 4 แล้วทำไมบล็อกยังไม่มีแรง” ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่บล็อกลม แต่อยู่ที่ต้นทางอย่างปั๊มลม สายลม ข้อต่อ ไปจนถึงแรงดันที่ตกลงขณะกดใช้งานจริง
ตัวเลข 1-2-3-4 ไม่ใช่ค่า Torque ที่กำหนดได้แน่นอน
บางคนอาจทดลองขันน็อตแล้วรู้สึกว่า ระดับ 2 กำลังพอดี เลยจำว่าครั้งต่อไปถ้าต้องการแรงบิดเท่าเดิมก็ใช้ระดับ 2 เหมือนเดิม ในความเป็นจริง วิธีนี้ใช้เป็นแค่การประมาณในการทำงานที่ไม่ต้องการความแม่นยำสูง ไม่สามารถใช้แทนเครื่องมือควบคุมแรงบิดได้
แรงบิดที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับแรงดันลม ปริมาณลม ระยะเวลาที่ปล่อยให้เครื่องกระแทก ขนาดลูกบล็อก สภาพชุดกระแทก การหล่อลื่น ขนาดของน็อต และแรงต้านจากชิ้นงาน ตัวอย่างเช่น ตั้งบล็อกไว้ระดับ 3 แล้วกระแทกน็อตครึ่งวินาที กับตั้งระดับ 3 เหมือนกันแต่กดค้าง ให้ระบบ Impact หรือระบบกระแทก ทำงานต่ออีกหลายวินาที ผลลัพธ์สุดท้ายอาจแตกต่างกันมาก
ตัวปรับระดับบน บล็อกลม ควรมองว่าเป็น ตัวควบคุมกำลังโดยประมาณ มากกว่าเป็นตัวตั้งแรงบิดแบบที่เห็นในประแจปอนด์ (Torque Wrench)

หลายคนคลายน็อต ใช้แรงสูง แต่ตอนขัน ควรระวังมากขึ้น
งานคลายน็อต และงานขันน็อตมีเป้าหมายต่างกันอย่างชัดเจนครับ ตอนคลายน็อต เราต้องการแรงมากพอที่จะฝ่าแรงยึดเดิม รวมถึงสนิม สิ่งสกปรก หรือแรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานมานาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะปรับบล็อกลมไปที่ระดับกำลังสูงเพื่อคลายน็อตที่แน่นมาก
แต่ตอนขันน็อตกลับเข้าไป จุดประสงค์ไม่ใช่การใช้แรงมากที่สุด แต่คือการทำให้น็อตแน่น “ตามค่าที่เหมาะสม” ถ้าใช้บล็อกลมระดับสูง แล้วกดค้างจนเครื่องกระแทกต่อเนื่อง เราแทบไม่รู้เลยว่าตอนนั้นน็อตขันไปด้วยแรงบิดเท่าไหร่ อาจพอดี หรืออาจเกินค่า ที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนนั้นกำหนดไปมากแล้ว ก็ได้
งานที่ต้องการค่าแรงบิด ควรจบด้วย ประแจปอนด์
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ
- การขันน็อตล้อรถยนต์
- งานเครื่องยนต์
- งานประกอบเครื่องจักร
- ชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตระบุค่า Torque เอาไว้
งานเหล่านี้ไม่ควรใช้ตัวเลข 1-2-3-4 บนบล็อกลมเป็นตัวกำหนดแรงบิดสุดท้าย
วิธีใช้งานที่เหมาะสมคือ ใช้บล็อกลม ช่วยหมุนน็อตเข้า โดยตั้งกำลังไม่สูงเกินไป จากนั้นหยุดก่อน ที่จะเจอแรงต้าน แล้ว กระแทกอย่างหนัก และ ใช้ ประแจปอนด์ ขันขั้นสุดท้าย ตามค่าแรงบิดที่กำหนด วิธีนี้ได้ทั้งความรวดเร็วจากบล็อกลม และความแม่นยำ ในการประกอบ
ทำไม บล็อกลม บางรุ่น อาจปรับแรงขันกับแรงคลาย ไม่เหมือนกัน?
เหตุผลก็คือพฤติกรรมการใช้งานจริง ครับ ตอนขัน ต้องมีการควบคุมกำลังหลายระดับเพื่อลดความเสี่ยง ที่จะขันแน่นเกินไป แต่ตอนคลายน็อต เรามักต้องการแรงมากพอที่จะถอดน็อตออก จึงมีบล็อกลมหลายรุ่นที่ออกแบบโหมดถอยหลังให้เน้นกำลังสูงเป็นหลัก
บางรุ่นอาจมีระบบ Auto Stop หรือ Bolt Removal Mode ที่เมื่อคลายน็อตหลุด แล้วจะลดความเร็วลง ช่วยให้น็อตไม่หมุน กระเด็นออกจากแกน ฟังก์ชันเหล่านี้เป็นการพัฒนาต่อจากระบบปรับกำลังแบบดั้งเดิม เพื่อให้บล็อกลมควบคุมง่ายขึ้น และเหมาะกับงานจริงมากขึ้น
ตั้งแรงดันปั๊มลมแทนการปรับระดับที่ตัว บล็อกลม ได้ไหม?
แม้ว่าทั้งสองอย่างจะเกี่ยวข้องกับลม แต่หน้าที่ไม่เหมือนกันครับ แรงดันที่ Regulator ของระบบลมควรตั้งให้อยู่ในช่วงที่ผู้ผลิตบล็อกลมกำหนด ขณะที่ตัวปรับระดับบนเครื่องมีไว้สำหรับเลือกกำลังการทำงาน ในแต่ละสถานการณ์
การเพิ่มแรงดันลมต้นทางเกินค่า ที่ผู้ผลิตกำหนดเพราะต้องการให้บล็อกแรงขึ้น ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม เพราะบล็อกลม ออกแบบให้ทำงานภายใต้ช่วงแรงดัน การใช้ แรงสูงเกินไปอาจเพิ่มความเร็ว และภาระที่เกิดกับชิ้นส่วนภายใน แต่ทำให้อายุการใช้งานลดลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ ได้
ถ้าตั้งระดับสูงสุดแล้วบล็อกยังไม่มีแรง สิ่งที่ควรตรวจสอบ คือปั๊มลมมีอัตราจ่ายลมพอ หรือไม่ สายลม และข้อต่อมีขนาดเหมาะสมไหม มีแรงดันตกมากเกินไป หรือเปล่า และตัว บล็อกลม ได้รับการดูแล หรือหล่อลื่นอย่างถูกต้อง หรือไม่

สรุป: ระดับ 1-2-3-4 ของ บล็อกลม ควรใช้ยังไง?
ตัวปรับระดับ 1-2-3-4 บน บล็อกลม มีไว้ช่วยควบคุมกำลังของเครื่อง โดยระดับต่ำ มักจำกัดการไหลของลม และช่วยให้ควบคุมการขันได้ง่ายครับ ส่วนระดับสูงขึ้น นั้นช่วยให้สร้างกำลัง และแรงบิดได้มากขึ้น เหมาะกับงาน ที่ต้องใช้แรงมาก โดยเฉพาะการคลายน็อตที่แน่น
สิ่งสำคัญคือ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นค่าแรงบิด ที่กำหนดตายตัว ระดับ 2 ของบล็อกหนึ่งรุ่น อาจไม่ได้ให้แรงเท่ากับระดับ 2 ของอีกรุ่น และแม้เป็นเครื่องเดียวกัน แรงบิดจริง ก็ยังเปลี่ยนได้ตามแรงดันลม ปริมาณลม สายลม ข้อต่อ ระยะเวลากระแทก และสภาพของเครื่อง
ดังนั้น อย่ามองตัวปรับแรงของบล็อกลม ว่าเป็นเหมือนประแจปอนด์ ให้มองว่า เป็นตัวช่วยสำหรับ “เลือกช่วงกำลังให้เหมาะกับงาน” จะถูกต้องกว่า งานทั่วไปควรเริ่มจากระดับต่ำ หรือระดับกลางแล้วค่อยเพิ่มกำลังเมื่อจำเป็น ส่วนงานที่มีการกำหนดค่าแรงบิดชัดเจน ให้ใช้บล็อกลม ช่วยขันในช่วงแรก และจบงานด้วย ประแจปอนด์ หรือ Torque Wrench ตามค่า ที่ผู้ผลิตกำหนด
ตัวเลข 1-2-3-4 บน บล็อกลม เป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ควบคุมแรงได้เหมาะสมขึ้น ลดโอกาสสร้างความเสียหายให้กับทั้งน็อต เกลียว และชิ้นงาน โดยไม่จำเป็น
TH
English




