Customers Also Purchased
Traffic Mirror ที่วางขายทั่วไปมีหน้าตาคล้ายกันมาก ทั้งกรอบสีส้ม รูปทรงนูน และขายึดสำหรับปรับมุม ความต่างที่มองไม่เห็นจากภายนอกคือวัสดุของแผ่นกระจก ซึ่งมักทำจากโพลีคาร์บอเนตหรืออะคริลิก
วัสดุทั้งสองชนิดใช้แทนกระจกแก้วได้ดี เพราะมีน้ำหนักเบาและไม่แตกเป็นเศษแหลมคมเหมือนกระจกทั่วไป แต่คุณสมบัติระหว่างโพลีคาร์บอเนตกับอะคริลิกไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด โพลีคาร์บอเนตมีจุดเด่นเรื่องความเหนียวและการรับแรงกระแทก ขณะที่อะคริลิกให้ผิวที่แข็งกว่า มีความใส และทนรอยจากการใช้งานทั่วไปได้ดีกว่า
การเลือกจึงไม่ใช่เพียงดูว่าวัสดุไหนแข็งแรงกว่า แต่ต้องดูด้วยว่ากระจกจะติดตั้งอยู่ตรงไหน มีโอกาสถูกชนหรือกระแทกมากน้อยแค่ไหน และต้องเจอกับแดด ฝุ่น หรือการเช็ดทำความสะอาดบ่อยเพียงใด
กระจกจราจรโพลีคาร์บอเนตคืออะไร
โพลีคาร์บอเนต หรือที่มักเขียนในรายละเอียดสินค้าว่า PC เป็นพลาสติกวิศวกรรมที่มีความเหนียวและทนแรงกระแทกได้ดี เมื่อถูกกระแทก วัสดุมีแนวโน้มยุบตัวหรือเสียรูปก่อนแตกร้าว จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดการชนโดยไม่ตั้งใจ
กระจกจราจรที่ใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตมักถูกนำไปติดตั้งบริเวณทางแยกในโรงงาน เส้นทางรถโฟล์กลิฟต์ ลานขนถ่ายสินค้า ทางเข้าออกที่มีรถบรรทุก หรือจุดที่อยู่ใกล้กับการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เพราะแม้ติดตั้งกระจกไว้สูงกว่าระดับรถ แต่หน้างานลักษณะนี้ยังมีความเสี่ยงจากสิ่งของ กิ่งไม้ หรืออุปกรณ์ที่ยื่นออกมาจากรถ
ข้อจำกัดของโพลีคาร์บอเนตอยู่ที่ความแข็งของผิว วัสดุชนิดนี้มีโอกาสเกิดรอยจากฝุ่นทราย การเช็ดแบบแห้ง หรือการใช้ผ้าที่หยาบเกินไปได้ง่ายกว่าอะคริลิก กระจกบางรุ่นจึงเพิ่มชั้นเคลือบแข็งเพื่อลดรอยขีดข่วน โดยในรายละเอียดสินค้าอาจใช้คำว่า Hard Coat, Anti-Scratch หรือ Scratch Resistant
หากต้องนำไปติดตั้งกลางแจ้ง ควรตรวจสอบด้วยว่าเป็นวัสดุที่มีสารหรือชั้นป้องกันรังสี UV เพราะโพลีคาร์บอเนตที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับงานกลางแจ้งอาจค่อย ๆ เหลืองหรือขุ่นเมื่อรับแดดเป็นเวลานาน
กระจกจราจรอะคริลิกคืออะไร
อะคริลิก หรือ PMMA เป็นพลาสติกใสที่นิยมใช้ในงานป้าย ตู้แสดงสินค้า แผ่นโปร่งแสง และกระจกพลาสติก จุดเด่นคือมีความใสสูง ผิวค่อนข้างแข็ง และทนต่อสภาพอากาศได้ดี
เมื่อนำมาทำกระจกจราจร อะคริลิกจึงเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการภาพสะท้อนชัดและไม่มีความเสี่ยงต่อแรงกระแทกรุนแรง เช่น ทางแยกภายในอาคาร ทางเดินในคลังสินค้า ทางเข้าออกลานจอดรถ หรือมุมอับระหว่างชั้นวางสินค้า
ผิวของอะคริลิกทนต่อรอยจากการเช็ดและการใช้งานทั่วไปได้ดีกว่าโพลีคาร์บอเนตที่ไม่ได้เคลือบผิว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดรอย หากใช้ใยขัด แปรงแข็ง หรือปล่อยให้ฝุ่นทรายเกาะอยู่แล้วเช็ดทันที ผิวกระจกก็สามารถเป็นรอยได้เช่นกัน
ข้อจำกัดสำคัญคืออะคริลิกมีความเหนียวน้อยกว่าโพลีคาร์บอเนต เมื่อถูกกระแทกแรง ๆ มีโอกาสแตกร้าวหรือบิ่นได้ง่ายกว่า จึงไม่เหมาะกับจุดที่รถ เครื่องจักร หรือวัสดุเคลื่อนผ่านใกล้หน้ากระจกมากเกินไป
ถ้าต้องติดในจุดเสี่ยงชน ควรเลือกโพลีคาร์บอเนต
บริเวณโรงงานและคลังสินค้ามักมีรถโฟล์กลิฟต์ รถเข็น พาเลต และวัสดุขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านอยู่ตลอด แม้ตัวกระจกจะติดตั้งบนเสาหรือผนัง แต่การกระแทกจากสิ่งของที่ยื่นออกมา หรือการชนเสาจนทำให้กระจกตกลงมา ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
จุดแบบนี้เหมาะกับกระจกโพลีคาร์บอเนตมากกว่า เพราะแผ่นกระจกมีความเหนียวและมีโอกาสแตกร้าวจากแรงกระแทกน้อยกว่าอะคริลิก พื้นที่ริมถนน สนามกีฬา ลานขนส่ง และบริเวณสาธารณะที่อาจถูกขว้างปาสิ่งของก็ใช้หลักการเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ความทนแรงกระแทกของหน้ากระจกไม่ได้ช่วยอะไร หากกรอบหรือขายึดไม่แข็งแรง ก่อนซื้อจึงควรตรวจสอบทั้งความหนาของแผ่นกระจก วัสดุกรอบ ระบบล็อกมุม และความแข็งแรงของอุปกรณ์ยึดร่วมกัน
ถ้าเน้นความใสและการดูแลผิว อะคริลิกก็น่าใช้
กระจกอะคริลิกเหมาะกับจุดที่มีสภาพแวดล้อมค่อนข้างควบคุมได้ เช่น ทางเดินภายในอาคาร มุมอับในร้านค้า ทางออกจากอาคารสำนักงาน หรือทางแยกในลานจอดรถที่กระจกอยู่ห่างจากแนวรถ
ผิวที่แข็งกว่าช่วยลดโอกาสเกิดรอยจากการเช็ดทำความสะอาดทั่วไป และอะคริลิกยังมีความทนต่อรังสี UV และสภาพอากาศที่ดี จึงสามารถใช้กลางแจ้งได้ หากตัวกระจก กรอบ และขายึดถูกออกแบบมาสำหรับงานภายนอก
แต่ไม่ควรเลือกอะคริลิกโดยดูจากความใสเพียงอย่างเดียว เพราะภาพที่เห็นจากกระจกจราจรยังขึ้นอยู่กับคุณภาพการขึ้นรูป ความสม่ำเสมอของผิว ความโค้ง และชั้นสะท้อนภาพด้วย กระจกที่ขึ้นรูปไม่ดีอาจทำให้รถ เสา หรือเส้นขอบอาคารดูบิดเป็นคลื่น แม้วัสดุที่ใช้จะมีความใสสูงก็ตาม
ภาพชัดหรือไม่ ไม่ได้ตัดสินจากชนิดวัสดุเพียงอย่างเดียว
คำว่าโพลีคาร์บอเนตหรืออะคริลิกบอกได้เพียงคุณสมบัติพื้นฐานของแผ่นกระจก แต่ไม่ได้รับรองว่าภาพสะท้อนจะชัดเท่ากันทุกชิ้น กระจกจราจรที่มองเห็นง่ายต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างทำงานร่วมกัน ได้แก่
- ผิวกระจกเรียบและไม่มีคลื่น
- ความโค้งสม่ำเสมอ
- แผ่นกระจกไม่บางจนสั่นหรือบิดตัว
- ชั้นสะท้อนภาพมีคุณภาพ
- กรอบด้านหลังรองรับแผ่นกระจกได้แน่น
- ขนาดเหมาะกับระยะที่ผู้ขับขี่ใช้มอง
เวลาตรวจสอบสินค้า ควรลองมองภาพจากระยะใกล้และระยะไกล รวมถึงยืนเยื้องจากกึ่งกลางกระจก ภาพควรต่อเนื่อง ไม่เป็นคลื่นมากผิดปกติ และควรเห็นวัตถุในพื้นที่เป้าหมายได้ชัดพอที่จะประเมินการเคลื่อนไหว
ใช้งานกลางแจ้งต้องดูมากกว่าแค่คำว่า PC หรือ Acrylic
กระจกที่ติดริมถนนต้องรับทั้งแดด ฝน ลม ฝุ่น และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดวัน ต่อให้เลือกวัสดุหน้ากระจกได้เหมาะสม แต่ถ้ากรอบแตกร้าว ขายึดเป็นสนิม หรือมุมกระจกเคลื่อนเมื่อมีลมแรง ประสิทธิภาพในการมองเห็นก็ลดลงได้
ก่อนเลือกซื้อกระจกสำหรับกลางแจ้ง ควรดูรายละเอียดต่อไปนี้
- หน้ากระจกมีการป้องกันรังสี UV หรือไม่
- มีชั้นเคลือบทนรอยหรือไม่
- กรอบสามารถทนแดดและฝนได้หรือไม่
- ขายึดมีการป้องกันสนิมหรือการกัดกร่อนหรือไม่
- ระบบปรับมุมล็อกได้แน่นเพียงใด
- มีแผงบังแดดหรือขอบช่วยลดน้ำฝนเกาะหน้ากระจกหรือไม่
- ผู้ผลิตระบุให้ใช้ภายนอกอาคารอย่างชัดเจนหรือไม่
ไม่ควรนำกระจกที่ออกแบบสำหรับใช้ภายในอาคารไปติดกลางแจ้ง เพียงเพราะวัสดุหน้ากระจกเป็นอะคริลิกหรือโพลีคาร์บอเนต เพราะชิ้นส่วนอื่นอาจไม่ได้ทนต่อสภาพอากาศในระดับเดียวกัน
กระจกจราจรแต่ละพื้นที่ควรเลือกแบบไหน
- ทางแยกในโรงงานและเส้นทางรถโฟล์กลิฟต์: ควรให้น้ำหนักกับความทนแรงกระแทกเป็นหลัก กระจกโพลีคาร์บอเนตจึงเหมาะกว่า โดยเฉพาะรุ่นที่มีชั้นเคลือบผิวและกรอบแข็งแรง
- ทางเดินในอาคารและมุมอับระหว่างชั้นวาง: พื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการชนต่ำ สามารถใช้อะคริลิกได้ดี เพราะให้ผิวที่ใส ดูแลไม่ยาก และทนรอยจากการทำความสะอาดทั่วไปได้ดีกว่า
- ทางออกลานจอดรถ: ใช้ได้ทั้งสองวัสดุ หากกระจกอยู่ในตำแหน่งที่รถเข้าถึงยากและมีหลังคาหรือสิ่งป้องกัน อะคริลิกก็เพียงพอ แต่ถ้าติดใกล้แนวรถหรือเสี่ยงถูกชน โพลีคาร์บอเนตจะปลอดภัยกว่า
- ทางโค้งหรือทางแยกกลางแจ้ง: ควรเลือกกระจกที่ระบุสำหรับใช้งานภายนอกโดยตรง หากเป็นโพลีคาร์บอเนตต้องมีระบบป้องกัน UV ส่วนอะคริลิกควรมีกรอบและขายึดที่ทนสภาพอากาศ ไม่ว่าวัสดุใดก็ต้องติดตั้งให้รับแรงลมได้
- สนามกีฬาและพื้นที่สาธารณะ: บริเวณที่อาจถูกลูกบอล สิ่งของ หรือการกระแทกโดยไม่ตั้งใจ ควรเลือกโพลีคาร์บอเนต เพราะรับแรงกระแทกได้ดีกว่า
ทำความสะอาดอย่างไรไม่ให้หน้ากระจกเป็นรอย
กระจกจราจรที่ติดกลางแจ้งมักมีฝุ่นและทรายเกาะอยู่บนผิว หากใช้ผ้าแห้งเช็ดทันที เม็ดทรายอาจขูดผิวกระจกจนเกิดรอยเล็ก ๆ เมื่อสะสมมากขึ้น ภาพสะท้อนจะดูมัวและกระจายแสง โดยเฉพาะเวลากลางคืน
วิธีดูแลที่เหมาะสมคือใช้น้ำล้างฝุ่นออกก่อน จากนั้นเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์หรือฟองน้ำนุ่มร่วมกับน้ำสบู่อ่อน ๆ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ควรหลีกเลี่ยงใยขัด แปรงแข็ง ผงขัด และน้ำยาที่มีฤทธิ์รุนแรง
หากไม่ทราบว่าน้ำยาชนิดใดใช้ได้ ควรตรวจสอบคำแนะนำจากผู้ผลิต เพราะสารทำความสะอาดบางประเภทอาจทำปฏิกิริยากับพลาสติกหรือชั้นเคลือบผิว ทำให้กระจกขุ่นหรือแตกร้าวได้
ก่อนซื้อควรถามผู้ขายเรื่องอะไรบ้าง
ชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับตัดสินใจ โดยเฉพาะกระจกที่ต้องติดกลางแจ้งหรือใช้ในพื้นที่เสี่ยง ก่อนซื้อควรถามรายละเอียดให้ชัดเจนว่า
- แผ่นสะท้อนภาพทำจากวัสดุชนิดใด
- เป็นวัสดุเกรดสำหรับใช้กลางแจ้งหรือไม่
- มีชั้นป้องกัน UV หรือเคลือบทนรอยหรือไม่
- ความหนาของแผ่นกระจกเท่าไร
- กรอบและขายึดทำจากวัสดุอะไร
- ปรับมุมได้กี่ทิศทาง
- มีอะไหล่ขายึดหรือหน้ากระจกเปลี่ยนแยกหรือไม่
- รับประกันความเสียหายประเภทใดบ้าง
ควรระวังสินค้าที่ระบุเพียงคำว่า “กรอบโพลีคาร์บอเนต” เพราะไม่ได้หมายความว่าหน้ากระจกจะทำจากโพลีคาร์บอเนตด้วยเสมอไป ต้องดูรายละเอียดแยกให้ชัดว่าเป็นวัสดุของแผ่นกระจก กรอบ หรือฝาครอบด้านหลัง
เลือกจากความเสี่ยงของพื้นที่ ไม่ใช่เลือกจากชื่อวัสดุ
โพลีคาร์บอเนตเหมาะกับบริเวณที่มีโอกาสถูกชนหรือกระแทก เพราะวัสดุเหนียวและแตกร้าวได้ยากกว่า ส่วนอะคริลิกเหมาะกับจุดที่ความเสี่ยงต่ำ ต้องการผิวใส และมีการเช็ดทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ
หากติดตั้งในโรงงาน ลานขนส่ง ริมถนน หรือบริเวณที่มีรถและเครื่องจักรวิ่งใกล้กระจก โพลีคาร์บอเนตมักเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า แต่ถ้าเป็นทางเดินภายในอาคาร ลานจอดรถที่ควบคุมพื้นที่ได้ หรือมุมอับซึ่งไม่มีความเสี่ยงจากแรงกระแทก อะคริลิกก็ใช้งานได้ดีและดูแลผิวได้ง่ายกว่า
สุดท้ายแล้ว ประสิทธิภาพของ Traffic Mirror ยังขึ้นอยู่กับขนาด ความโค้ง คุณภาพของภาพสะท้อน ความแข็งแรงของขายึด และมุมติดตั้ง การเลือกวัสดุให้ตรงกับหน้างานจึงควรทำควบคู่กับการตรวจสอบโครงสร้างของกระจกทั้งชุด ไม่ใช่ตัดสินจากคำว่าโพลีคาร์บอเนตหรืออะคริลิกเพียงอย่างเดียว
EN
ไทย









