Customers Also Purchased
มัลติมิเตอร์เครื่องเดียววัดได้ทั้งแรงดัน กระแส และความต้านทาน จึงไม่แปลกที่คนเพิ่งเริ่มใช้งานจะคิดว่าแต่ละโหมดก็น่าจะใช้คล้าย ๆ กัน แค่หมุนสวิตช์ไปยังค่าที่ต้องการแล้วนำโพรบไปแตะจุดที่จะวัด แต่ในความเป็นจริง โหมดวัดความต้านทานหรือ Ω มีหลักการทำงานต่างจากโหมดวัดแรงดันอยู่พอสมควร และมีข้อสำคัญข้อหนึ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจ นั่นคือ ก่อนวัดความต้านทานต้องตัดแหล่งจ่ายไฟออกจากวงจรก่อน
เหตุผลไม่ใช่เพียงเพราะต้องการให้ปลอดภัยขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะมัลติมิเตอร์ต้องใช้แหล่งจ่ายภายในของตัวเองเพื่อสร้างกระแสทดสอบขนาดเล็กสำหรับหาค่าความต้านทาน หากวงจรยังมีแรงดันจากแหล่งจ่ายอื่นอยู่ การวัดก็อาจถูกรบกวนจนได้ค่าที่ไม่น่าเชื่อถือ และในบางสถานการณ์แรงดันภายนอกยังอาจสร้างความเสียหายให้กับมิเตอร์ได้อีกด้วย
ตอนวัดความต้านทาน มัลติมิเตอร์เป็นฝ่ายส่งกระแสเข้าไปเอง
ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมต้องตัดไฟก่อนวัด Ω ต้องเริ่มจากดูว่ามัลติมิเตอร์หาค่าความต้านทานได้อย่างไร
เมื่ออยู่ในโหมดวัดความต้านทาน ดิจิทัลมัลติมิเตอร์จะจ่ายกระแสทดสอบขนาดเล็กผ่านอุปกรณ์หรือเส้นทางที่กำลังวัด จากนั้นตรวจวัดแรงดันที่เกิดขึ้น แล้วนำข้อมูลดังกล่าวไปหาค่าความต้านทานตามความสัมพันธ์ของกฎของโอห์ม ก่อนแสดงผลออกมาเป็น Ω, kΩ หรือ MΩ ตามค่าที่ตรวจพบ
ดังนั้นโหมด Ω จึงไม่ได้ทำงานเหมือนโหมดวัดแรงดันเสียทีเดียว ตอนวัดแรงดัน เราต้องการให้มิเตอร์ตรวจดูว่าระหว่างสองจุดมีความต่างศักย์อยู่เท่าไร แต่ตอนวัดความต้านทาน ตัวมิเตอร์ต้องสร้างเงื่อนไขสำหรับการวัดขึ้นมาเองโดยอาศัยแหล่งจ่ายภายในเครื่อง
ถ้าจะเปรียบให้ง่ายขึ้น ตอนวัดแรงดันมัลติมิเตอร์กำลัง “ฟัง” ว่าวงจรมีแรงดันอยู่เท่าไร แต่ตอนวัดความต้านทาน มิเตอร์ต้อง “ถาม” วงจรด้วยกระแสทดสอบของตัวเองแล้วดูผลที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรมีแหล่งจ่ายอื่นเข้ามาแทรกระหว่างการวัด
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเอาโหมด Ω ไปวัดวงจรที่ยังมีไฟ?
ลองสมมุติว่าเราต้องการวัดตัวต้านทานตัวหนึ่ง มัลติมิเตอร์จ่ายกระแสทดสอบเข้าไปและคาดว่าจะวัดแรงดันที่เกิดจากกระแสทดสอบนั้น แต่ถ้าตัวต้านทานยังอยู่ในวงจรที่มีแหล่งจ่ายไฟ แรงดันที่เข้ามาถึงมิเตอร์อาจไม่ได้เกิดจากกระแสทดสอบของมิเตอร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
พูดอีกแบบคือ มิเตอร์กำลังพยายามสร้างเงื่อนไขหนึ่งขึ้นมาเพื่อหาค่าความต้านทาน แต่ตัววงจรกลับมีแรงดันของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลที่ตามมาคือตัวเลขบนหน้าจออาจผิดปกติ เปลี่ยนไปมา หรือไม่สามารถใช้แทนค่าความต้านทานที่เราต้องการทราบได้อย่างน่าเชื่อถือ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำแนะนำของผู้ผลิตมัลติมิเตอร์อย่าง Fluke ระบุให้ตัดแหล่งจ่ายของวงจรก่อนทำการวัดความต้านทาน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้ตัวเลขที่อ่านง่าย แต่เพื่อให้วงจรอยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับวิธีการวัดของมิเตอร์ด้วย
ค่าผิดยังไม่ใช่เรื่องเดียว เพราะมิเตอร์เองก็อาจได้รับผลกระทบ
หากนำแรงดันภายนอกเข้ามาที่ขั้วของมัลติมิเตอร์ขณะตั้งอยู่ในโหมด Ω ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การอ่านค่าผิดเท่านั้น เพราะแรงดันนั้นยังถูกป้อนเข้ามายังวงจรภายในที่กำลังทำหน้าที่วัดความต้านทานด้วย
มัลติมิเตอร์แต่ละรุ่นมีการออกแบบและวงจรป้องกันไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรสรุปว่าเสียบผิดแล้วเครื่องจะเสียทันทีทุกครั้ง แต่ก็ไม่ควรใช้ความจริงที่ว่า “บางครั้งเครื่องไม่เป็นอะไร” เป็นเหตุผลในการวัดแบบนี้ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับทั้งแรงดันของวงจรและการออกแบบของมิเตอร์ที่ใช้
หลักที่ปลอดภัยและจำง่ายกว่าคือ ถ้าจะวัด Ω ให้วงจรอยู่ในสภาพไม่มีแหล่งจ่ายไฟก่อน และหากไม่แน่ใจว่าจุดนั้นยังมีแรงดันอยู่หรือไม่ ไม่ควรใช้โหมด Ω ลองแตะเพื่อเช็ก แต่ควรตรวจด้วยโหมดวัดแรงดันที่เหมาะสมและอยู่ภายในพิกัดของมิเตอร์แทน
ปิดไฟแล้วไม่ได้หมายความว่าแรงดันจะหายไปทันทีทุกวงจร
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การปิดสวิตช์หรือถอดแหล่งจ่ายออกจากวงจรแล้ว ไม่ได้แปลว่าทุกจุดจะไม่มีแรงดันเหลืออยู่ทันที โดยเฉพาะวงจรที่มีตัวเก็บประจุหรือคาปาซิเตอร์ (Capacitor)
คาปาซิเตอร์สามารถเก็บประจุไฟฟ้าไว้ได้ จึงอาจมีแรงดันตกค้างหลังจากตัดแหล่งจ่ายแล้ว ด้วยเหตุนี้ คำแนะนำในการวัดความต้านทานของ Fluke จึงไม่ได้ระบุเพียงให้ปิดแหล่งจ่าย แต่ยังให้คายประจุของคาปาซิเตอร์อย่างเหมาะสมก่อนทำการวัดด้วย
ตรงนี้มีรายละเอียดที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ที่อาจมีคาปาซิเตอร์ซึ่งเก็บพลังงานได้มาก เพราะไม่ควรใช้วิธีลัดอย่างนำไขควงหรือโลหะไปชอร์ตขั้วเพื่อหวังให้ประจุหมดเร็ว ๆ โดยไม่ทราบลักษณะของวงจร การคายประจุควรทำด้วยวิธีที่เหมาะกับอุปกรณ์นั้นและเป็นไปตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยของผู้ผลิต
ตัดไฟเรียบร้อยแล้ว ทำไมวัดตัวต้านทานยังได้ค่าไม่ตรง?
มาถึงตรงนี้มีอีกปัญหาหนึ่งที่ควรแยกออกจากเรื่องวงจรมีไฟ เพราะแม้เราจะตัดแหล่งจ่ายอย่างถูกต้องแล้ว ค่าความต้านทานที่อ่านได้ก็ยังอาจไม่ตรงกับค่าของชิ้นส่วนที่ต้องการวัด
สาเหตุคือ ตัวต้านทานอาจยังเชื่อมต่ออยู่กับอุปกรณ์อื่นบนแผงวงจร
สมมุติว่ามีตัวต้านทานหนึ่งตัวอยู่บนแผง PCB แล้วเรานำโพรบไปแตะขาทั้งสองด้านโดยไม่ได้ถอดตัวต้านทานออก กระแสทดสอบจากมัลติมิเตอร์อาจไม่ได้เดินทางผ่านตัวต้านทานตัวนั้นเพียงเส้นทางเดียว แต่อาจไหลผ่านอุปกรณ์หรือเส้นทางอื่นที่เชื่อมต่ออยู่ด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีเส้นทางความต้านทานอื่นต่อขนานอยู่
ค่าบนหน้าจอจึงเป็นผลจากสิ่งที่มัลติมิเตอร์ “มองเห็น” ระหว่างโพรบสองข้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นค่าของตัวต้านทานเพียงตัวเดียวเสมอไป
ด้วยเหตุนี้ หากต้องการตรวจค่าของชิ้นส่วนอย่างแม่นยำ การวัดขณะชิ้นส่วนยังอยู่ในวงจรอาจไม่เพียงพอ ในบางกรณีจำเป็นต้องแยกขาหรือแยกชิ้นส่วนออกจากเส้นทางอื่นของวงจรก่อนวัด เพื่อไม่ให้อุปกรณ์รอบข้างมีผลต่อค่าที่อ่านได้
จุดนี้ทำให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญว่า “ตัดไฟก่อนวัด” กับ “วัดแล้วได้ค่าของชิ้นส่วนนั้นจริง ๆ” เป็นคนละเรื่องกัน อย่างแรกเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขและความปลอดภัยในการใช้โหมด Ω ส่วนอย่างหลังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของวงจรและเส้นทางที่ต่อร่วมกับชิ้นส่วนที่กำลังวัด
ก่อนใช้โหมด Ω อย่ารีบหมุนสวิตช์แล้วเอาโพรบไปแตะทันที
เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว ขั้นตอนก่อนวัดความต้านทานจะจำง่ายขึ้นมาก เพราะเราไม่ได้ทำตามขั้นตอนเพียงเพราะคู่มือบอกให้ทำ แต่รู้แล้วว่ามัลติมิเตอร์ต้องการวงจรในสภาพแบบไหน
เริ่มจากตัดแหล่งจ่ายไฟของวงจร และตรวจสอบให้แน่ใจว่าจุดที่จะวัดไม่มีแรงดันที่เป็นอันตรายหรือตกค้างอยู่ หากวงจรมีคาปาซิเตอร์ก็ต้องคำนึงถึงประจุที่อาจยังเหลืออยู่ด้วย เมื่อวงจรอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแล้วจึงตั้งมิเตอร์ไปที่ Ω โดยทั่วไปสายดำจะอยู่ที่ช่อง COM ส่วนสายแดงต้องอยู่ในช่องที่รองรับการวัดความต้านทาน ซึ่งตำแหน่งและสัญลักษณ์อาจแตกต่างกันบ้างตามรุ่น จึงควรยึดคู่มือของเครื่องที่ใช้อยู่เป็นหลัก
จากนั้นจึงนำโพรบไปวัดคร่อมอุปกรณ์หรือสองจุดที่ต้องการตรวจสอบ และอย่าลืมว่าหากเป็นการวัดบนแผงวงจร ค่าที่เห็นอาจได้รับอิทธิพลจากเส้นทางอื่นที่ต่อร่วมอยู่ ไม่ควรเห็นตัวเลขบนหน้าจอแล้วรีบสรุปทันทีว่าชิ้นส่วนนั้นมีค่าตามตัวเลขดังกล่าว
เข้าใจว่าโหมด Ω ทำงานอย่างไร ก็ไม่ต้องท่องว่าทำไมต้องตัดไฟ
คำแนะนำว่า “ก่อนวัดความต้านทานต้องตัดไฟ” อาจดูเหมือนเป็นกฎพื้นฐานสั้น ๆ ของการใช้มัลติมิเตอร์ แต่เบื้องหลังมีเหตุผลง่ายกว่านั้น คือในโหมด Ω ตัวมัลติมิเตอร์ต้องสร้างกระแสทดสอบของตัวเองเพื่อใช้หาค่าความต้านทาน จึงไม่ต้องการแรงดันจากแหล่งจ่ายของวงจรเข้ามาปะปนกับการวัด
ถ้าวงจรยังมีไฟ ค่าที่อ่านได้อาจไม่น่าเชื่อถือ และแรงดันภายนอกอาจส่งผลต่อวงจรภายในของมิเตอร์ได้ ขณะเดียวกัน แม้จะตัดไฟแล้วก็ยังต้องนึกถึงแรงดันตกค้างจากคาปาซิเตอร์ และหากกำลังวัดชิ้นส่วนบนแผงวงจร ก็ต้องพิจารณาด้วยว่ามีเส้นทางอื่นต่อร่วมจนทำให้ค่าที่อ่านได้แตกต่างจากค่าของชิ้นส่วนนั้นหรือไม่
เพราะฉะนั้น หลักที่ควรจำจึงไม่ใช่แค่ “วัด Ω ต้องปิดไฟ” แต่คือการเข้าใจว่า ก่อนนำมัลติมิเตอร์ไปวัด เราควรรู้ก่อนว่าโหมดที่กำลังเลือกนั้นต้องการวัดอะไร และตัวมิเตอร์กำลังทำอะไรกับวงจรอยู่ เมื่อเข้าใจจุดนี้ การใช้มัลติมิเตอร์ก็จะง่ายขึ้น และช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้โหมดผิดลักษณะงานได้มาก
TH
English








