Customers Also Purchased
ซื้อ รองเท้าเซฟตี้ มาเผื่อไว้หนึ่งคู่ ตั้งใจว่าจะเก็บเป็นคู่สำรอง เผื่อคู่ที่ใช้อยู่พังเมื่อไรก็หยิบมาใส่ได้ทันที รองเท้าคู่นั้นจึงนอนอยู่ในกล่องอย่างดี ไม่เคยลุยน้ำ ไม่เคยเหยียบปูน และแทบไม่ได้สัมผัสหน้างานเลยแต่เมื่อผ่านไปหลายปี วันที่หยิบออกจากกล่องกลับพบเรื่องแปลก พอลองงอรองเท้าหรือเดินเพียงไม่กี่ก้าว พื้นเริ่มแตกร้าว มีเศษวัสดุร่วงออกมา หรือหนักกว่านั้นคือพื้นรองเท้าร่อนออกจากตัวรองเท้าทั้งชิ้น
คำถามคือ รองเท้าไม่ได้ใช้งาน แล้วทำไมถึงพังได้? คำตอบอยู่ที่เรื่องที่คนซื้อ รองเท้าเซฟตี้ จำนวนไม่น้อยมองข้าม นั่นคือวัสดุของรองเท้ายังคงมี “อายุ” และเกิดปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา แม้จะวางนิ่งอยู่ในกล่องก็ตาม โดยเฉพาะรองเท้าที่ใช้ Polyurethane หรือ PU เป็นส่วนประกอบของพื้น
รองเท้าเซฟตี้ ไม่ได้หยุดเสื่อมเพียงเพราะเราไม่ได้ใส่
หลายคนเข้าใจว่าอายุ รองเท้าเซฟตี้ เริ่มนับตั้งแต่วันที่นำมาใช้งานจริง แต่ในแง่ของวัสดุแล้ว กระบวนการเสื่อมสามารถเริ่มขึ้นตั้งแต่หลังการผลิต ความชื้น อุณหภูมิ อากาศ แสง และสภาพการเก็บ ล้วนมีผลต่อวัสดุ พื้นรองเท้าที่มีโครงสร้างเป็นโพลิเมอร์จึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา แม้ว่าดอกยางจะยังใหม่เอี่ยมก็ตาม
โดยเฉพาะพื้น PU ซึ่งได้รับความนิยมในรองเท้าเซฟตี้ เพราะมีน้ำหนักไม่มาก ยืดหยุ่น และช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดี จุดอ่อนอย่างหนึ่งคือวัสดุสามารถเกิดการเสื่อมที่เรียกว่า Hydrolysis หรือไฮโดรไลซิส ได้
รองเท้าเซฟตี้ Jogger อธิบายว่า Hydrolysis เป็นการสลายตัวทางเคมีของโพลิเมอร์ PU จากการทำปฏิกิริยากับน้ำ ซึ่งมักอยู่ในรูปความชื้นในอากาศ และสามารถเกิดขึ้นได้แม้รองเท้าจะยังถูกเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งาน เมื่อเกิดมากขึ้น พื้นจะสูญเสียความแข็งแรงจนแตกร้าวหรือร่วนได้

Hydrolysis ตัวการที่ทำให้พื้น PU ร่วนทั้งที่ รองเท้าเซฟตี้ ยังใหม่
ลองนึกภาพโครงสร้าง PU เป็นสายโซ่โมเลกุลจำนวนมากที่เชื่อมต่อกัน เมื่อความชื้นเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิกิริยา Hydrolysis พันธะบางส่วนจะค่อย ๆ ถูกทำลาย ช่วงแรกเราอาจยังมองไม่เห็นความผิดปกติจากภายนอก รองเท้าอาจดูใหม่ สีสวย และดอกพื้นยังเต็ม แต่ความแข็งแรงภายในวัสดุอาจลดลงแล้ว
เมื่อหยิบ รองเท้าเซฟตี้ มาใส่ น้ำหนักตัวและการงอของพื้นในแต่ละก้าวจะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ส่วนที่เสื่อมอยู่แล้วแตกออก จึงเกิดเหตุการณ์ประเภท “เก็บมาหลายปีไม่เป็นอะไร แต่ใส่วันแรกพื้นพัง”
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อสังเกตจากผู้ใช้เท่านั้น การทดสอบของ SATRA สำหรับวัสดุพื้นรองเท้า PU ก็ใช้สภาพแวดล้อมที่ อุ่นและมีความชื้นสูง เพื่อเร่งการเกิด Hydrolysis ก่อนนำชิ้นงานไปทดสอบความแข็งแรงด้านต่าง ๆ เช่น การแตกร้าวจากการงอ แรงดึง และการฉีกขาด แสดงให้เห็นชัดว่าความร้อนและความชื้นมีบทบาทโดยตรงต่อการเสื่อมของวัสดุชนิดนี้
ทำไมอากาศร้อนชื้นทำให้ รองเท้าเซฟตี้ เสื่อมเร็วขึ้น?
ประเทศไทยมีทั้งอุณหภูมิสูงและความชื้นสูงในหลายช่วงของปี ซึ่งเป็นสภาพที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษหากต้องเก็บ รองเท้าเซฟตี้ ไว้เป็นเวลานาน
Safety Jogger ระบุว่ากระบวนการ Hydrolysis จะเร็วขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพอากาศอบอุ่นและมีความชื้นสูง รวมถึงการเก็บรองเท้าที่ชื้นไว้ในพื้นที่ปิด เช่น ตู้ล็อกเกอร์
ส่วน uvex แนะนำสำหรับรองเท้าของแบรนด์ให้เก็บในที่แห้งและอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม โดยระบุว่าไม่ควรเก็บที่อุณหภูมิสูงกว่า 25°C หรือความชื้นเกิน 70% เพราะสภาพที่ร้อนและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อ Hydrolysis ในรองเท้าที่มีส่วนประกอบ PU ตัวเลขดังกล่าวควรมองเป็นแนวทางของผู้ผลิตรายนั้น ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวสำหรับรองเท้าทุกยี่ห้อ
ดังนั้นการเก็บรองเท้าในห้องเก็บของที่ร้อนจัด หลังรถ ตู้เหล็กกลางแจ้ง หรือโกดังที่อับชื้น จึงอาจไม่ได้เป็นการ “รักษารองเท้าให้ใหม่” อย่างที่หลายคนคิด

พื้นร่อนกับพื้นร่วน ไม่ได้หมายถึงปัญหาเดียวกันเสมอไป
ควรแยกให้ออกระหว่าง พื้นวัสดุแตกหรือร่วน กับ พื้นแยกออกจากตัวรองเท้า หากบีบหรืองอพื้นแล้ว PU แตกเป็นเศษ มีผงหรือวัสดุหลุดออกมา และเนื้อพื้นสูญเสียความยืดหยุ่น อาการลักษณะนี้เข้ากับการเสื่อมของวัสดุ เช่น Hydrolysis มากกว่า
แต่ถ้าตัวพื้นยังเหนียวและแข็งแรงดี แต่เกิดช่องว่างตรงรอยต่อระหว่างพื้นกับส่วนบน ปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับกาวหรือระบบยึดติดแทน
Honeywell ระบุว่าอุณหภูมิสูงสามารถส่งผลต่อกาวที่ใช้ยึดชิ้นส่วนรองเท้า ทำให้สมบัติของกาวเปลี่ยนไปและมีโอกาสเกิดการแตกร้าวหรือเสื่อมสภาพได้ นอกจากนี้ยังแนะนำว่ากล่องกระดาษเหมาะกับการเก็บระยะยาวมากกว่าการปิดรองเท้าไว้ในพลาสติกที่ระบายอากาศไม่ได้ เพราะกระดาษสามารถปรับตัวกับอุณหภูมิและความชื้นของสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า
เพราะฉะนั้นคำว่า “พื้นร่อน” จึงไม่ควรถูกสรุปว่าเป็น Hydrolysis ทุกกรณี ต้องดูว่าส่วนที่เสียคือเนื้อวัสดุหรือรอยยึดติด
อายุเก็บกับอายุใช้งาน เป็นคนละเรื่องกัน
คำว่า “ไม่เคยใส่” ไม่ได้แปลว่า “สภาพเท่ากับวันผลิต” Safety Jogger ยกตัวอย่างว่าพื้น PU ทั่วไปที่แบรนด์ใช้อ้างอิงอาจมีอายุประมาณ 1.5 ปีในสภาพเขตร้อนและประมาณ 3 ปีในสภาพทั่วไป ขณะที่บริษัทระบุว่าพื้น PU สูตรที่ปรับปรุงความทนต่อ Hydrolysis ของ Safety Jogger สามารถยืดช่วงดังกล่าวเป็นประมาณ 4 ปีในสภาพเขตร้อนและ 8 ปีในสภาพทั่วไป ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลจากผู้ผลิตและไม่ควรนำไปใช้เป็นอายุรับประกันของรองเท้าทุกคู่ เพราะสภาพการเก็บและรุ่นสินค้ามีผลอย่างมาก
ในทำนองเดียวกัน uvex ระบุว่าไม่สามารถกำหนดวันหมดอายุของรองเท้าเซฟตี้ทั้งหมดแบบตายตัวได้ เพราะอายุขึ้นอยู่กับการใช้งาน ความร้อน ความเย็น ความชื้น รังสี UV สารเคมี และแรงทางกล เพราะฉะนั้นแทนที่จะถามเพียงว่า “รองเท้าคู่นี้ซื้อมาเมื่อไร” ควรถามเพิ่มด้วยว่า ผลิตเมื่อไร เก็บที่ไหน และเก็บอย่างไร?
วิธีเก็บ รองเท้าเซฟตี้ ให้พื้นเสื่อมช้าลง
หลักสำคัญคือควบคุมความร้อนและความชื้น พร้อมหลีกเลี่ยงการสร้างสภาพแวดล้อมอับชื้นรอบรองเท้า หลังใช้งาน หากรองเท้าเปียกหรือชื้น ควรปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทก่อนเก็บ ไม่ควรรีบใส่ถุงพลาสติกหรือปิดไว้ในตู้ทันที และไม่ควรใช้เครื่องทำความร้อนหรือวางใกล้แหล่งความร้อนเพื่อเร่งให้แห้ง เพราะผู้ผลิตรองเท้านิรภัยหลายรายแนะนำให้หลีกเลี่ยงความร้อนโดยตรง
หากเป็นรองเท้าสำรองของบริษัทหรือผู้รับเหมา ควรใช้หลัก First In, First Out คือจ่ายรองเท้าที่ผลิตหรือรับเข้าคลังก่อนออกไปใช้งานก่อน ไม่ควรซื้อรองเท้าจำนวนมากแล้วปล่อยให้ล็อตเก่านอนอยู่ด้านหลังชั้นหลายปี
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปก็เช่นกัน การซื้อ รองเท้าเซฟตี้ สำรองไว้หลายคู่เป็นเวลานานอาจไม่ได้ประหยัดเสมอไป หากรองเท้าต้องเสื่อมก่อนถูกนำมาใช้จริง

เลือก รองเท้าเซฟตี้ ต้องดูมากกว่าหัวเหล็ก
เวลาซื้อรองเท้าเซฟตี้ คนส่วนใหญ่มักเริ่มจากหัวเหล็ก หัวคอมโพสิต กันลื่น หรือกันทะลุ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้รองเท้าทุกวันและมีโอกาสเก็บไว้นาน ชนิดของพื้นและข้อมูลการดูแลจากผู้ผลิต ก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ
ปัจจุบัน iToolmart มีรองเท้า Safety Jogger หลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นหัวเหล็กไปจนถึงหัวคอมโพสิตและนาโนคาร์บอน จุดที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรงคือ Safety Jogger มีข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับ Hydrolysis และระบุว่าพื้น PU ของแบรนด์ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มความทนต่อการเสื่อมประเภทนี้ จึงเป็นหนึ่งในรายละเอียดที่ผู้ซื้อสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ โดยเฉพาะหากรองเท้ามีโอกาสถูกเก็บสำรอง หรือใช้งานในพื้นที่ร้อนชื้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารองเท้าจะเป็นแบรนด์ใดก็ตาม ไม่มีวัสดุใดควรถูกมองว่าเก็บได้ไม่จำกัดเวลา การเก็บอย่างถูกวิธีและการตรวจสภาพก่อนใช้งานยังคงสำคัญที่สุด
รองเท้าใหม่ ไม่ได้หมายความว่าวัสดุยังใหม่เสมอ
รองเท้าเซฟตี้ ที่พื้นแตกหรือร่อนหลังเก็บไว้นานไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากการใช้งานผิดอย่างเดียว วัสดุสามารถเสื่อมตามเวลาได้แม้รองเท้าแทบไม่เคยผ่านหน้างาน โดยเฉพาะพื้น PU ที่มีโอกาสเกิด Hydrolysis (ปฏิกิริยาเคมีที่โมเลกุลของน้ำเข้าไปสลายพันธะเคมีในสารประกอบ) เมื่อสัมผัสความชื้นเป็นเวลานาน และกระบวนการนี้จะเร็วขึ้นในสภาพร้อนชื้น
วิธีลดความเสี่ยงคือซื้อ รองเท้าเซฟตี้ ในปริมาณเหมาะสม ไม่เก็บสต๊อกนานเกินจำเป็น เก็บในที่แห้งและอากาศถ่ายเท ปล่อยรองเท้าให้แห้งก่อนเก็บ หลีกเลี่ยงความร้อนสูง และตรวจสภาพพื้นกับรอยต่อทุกครั้งเมื่อต้องนำรองเท้าที่เก็บไว้นานกลับมาใช้งาน เพราะสำหรับอุปกรณ์เซฟตี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “รองเท้าเซฟตี้ ดูใหม่แค่ไหน” แต่คือ “มันยังสามารถปกป้องเราได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่”
แล้ว รองเท้าเซฟตี้ ที่คุณเก็บไว้ตอนนี้ ครั้งล่าสุดที่หยิบออกมาตรวจพื้นจริง ๆ คือเมื่อไรกัน?
TH
English





