Customers Also Purchased
เคยซื้อ แบตเตอรี่แห้ง มาเก็บไว้เป็นอะไหล่ แล้วพอผ่านไปหลายเดือนหยิบมาใช้กลับพบว่าไฟอ่อนกว่าที่คิดไหม? ทั้งที่แบตเตอรี่ลูกนั้นไม่ได้ต่อกับเครื่อง ไม่ได้จ่ายไฟให้อุปกรณ์ และอาจยังไม่เคยถูกใช้งานเลยด้วยซ้ำ
อาการแบบนี้ไม่ได้แปลว่าแบตเตอรี่เสียเสมอไป เพราะแบตเตอรี่สามารถสูญเสียประจุได้แม้วางอยู่เฉย ๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การคายประจุเอง หรือ Self-discharge ซึ่งเกิดจากกระบวนการภายในตัวแบตเตอรี่ และเป็นเหตุผลว่าทำไมแบตเตอรี่ที่ซื้อมาเก็บสำรองจึงไม่ควรถูกวางทิ้งไว้จนลืม
บทความนี้ใช้คำว่า “แบตเตอรี่แห้ง” ในความหมายของ แบตเตอรี่ตะกั่วกรดแบบปิดผนึก หรือ VRLA ที่ชาร์จซ้ำได้ เป็นหลัก ซึ่งมักพบใน UPS ระบบสำรองไฟ ระบบสัญญาณเตือน และอุปกรณ์อีกหลายประเภท ไม่ได้หมายรวมถึงถ่านไฟฉายหรือแบตเตอรี่แบบใช้ครั้งเดียว
ไม่ได้ต่ออะไรไว้เลย แล้วไฟในแบตเตอรี่หายไปไหน?
ถ้ามองแบตเตอรี่เป็นเหมือนถังเก็บไฟ เราอาจคิดว่าเมื่อไม่มีอุปกรณ์ต่ออยู่ พลังงานข้างในก็น่าจะอยู่เท่าเดิม แต่การทำงานจริงของแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะพลังงานถูกเก็บอยู่ในรูปของพลังงานเคมี และอาศัยปฏิกิริยาเคมีภายในเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเมื่อนำไปใช้งาน แม้ในช่วงที่ไม่ได้ต่อโหลด กระบวนการบางอย่างภายในแบตเตอรี่ก็ยังเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้ประจุที่พร้อมใช้งานค่อย ๆ ลดลงตามเวลา สิ่งนี้เองที่เรียกว่า Self-discharge
ดังนั้น แบตเตอรี่ที่ชาร์จแล้วนำไปวางบนชั้นเป็นเวลาหลายเดือนจึงอาจมีประจุเหลือน้อยกว่าวันแรกที่นำไปเก็บได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสายไฟหรืออุปกรณ์ใดมาดึงพลังงานออกไป การพบว่าแบตเตอรี่ไฟอ่อนลงจึงไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่เสียทันที เพราะการคายประจุเองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ เพียงแต่จะเกิดเร็วหรือช้าแตกต่างกันตามชนิด อายุและสภาพของแบตเตอรี่ รวมถึงสภาพแวดล้อมระหว่างการจัดเก็บ
ยิ่งเก็บในที่ร้อน ประจุก็ยิ่งลดลงเร็วขึ้นได้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ อุณหภูมิ สำหรับแบตเตอรี่ตะกั่วกรดแบบ VRLA อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีผลต่อกระบวนการเคมีภายในและทำให้อัตราการคายประจุเองเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตแบตเตอรี่จึงมักกำหนดทั้งสภาพที่เหมาะกับการจัดเก็บและช่วงเวลาที่ควรตรวจสอบหรือชาร์จกระตุ้นไว้ในคู่มือของแต่ละรุ่น
ลองนึกถึงแบตเตอรี่รุ่นเดียวกันสองลูก ลูกแรกเก็บอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิเหมาะสม ส่วนอีกลูกวางอยู่ในพื้นที่ร้อนเป็นประจำ ถึงจะไม่ได้ใช้งานและเก็บไว้นานเท่ากัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสภาพของทั้งสองลูกไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน จุดที่มักถูกมองข้ามจึงไม่ใช่แค่ “เก็บมานานกี่เดือนแล้ว” แต่รวมถึง “ตลอดหลายเดือนนั้นเก็บอยู่ที่ไหน” ด้วย
แบตเตอรี่ที่ยังอยู่ในกล่องและไม่เคยเปิดใช้ก็ยังได้รับผลจากอุณหภูมิรอบตัว การวางไว้ในบริเวณโดนแดด ใกล้แหล่งกำเนิดความร้อน หรือพื้นที่ที่มีความร้อนสะสมเป็นเวลานาน จึงไม่เหมือนกับการเก็บในสภาพแวดล้อมที่ผู้ผลิตแนะนำ หากแบตเตอรี่ที่ซื้อมาเก็บสำรองไฟอ่อนเร็วกว่าที่คาด ก่อนจะสรุปว่าเป็นเพราะตัวแบตเตอรี่มีปัญหา ก็ควรย้อนกลับมาดูสถานที่และสภาพการจัดเก็บด้วย
“ไม่ได้ใช้” กับ “ถอดออกมาเก็บ” ไม่เหมือนกัน
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ออกคือ แบตเตอรี่ที่ถอดออกจากระบบแล้วนำไปเก็บ กับแบตเตอรี่ที่ยังติดตั้งอยู่กับอุปกรณ์แต่ไม่ได้เปิดใช้งาน ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หากถอดแบตเตอรี่ออกมาเก็บแยก ประจุที่ค่อย ๆ ลดลงตามเวลาสามารถเกิดจาก Self-discharge ของตัวแบตเตอรี่เองได้ แต่หากแบตเตอรี่ยังต่ออยู่กับ UPS รถ ระบบควบคุม หรืออุปกรณ์อื่น อาจมีวงจรบางส่วนที่ยังใช้พลังงานอยู่ แม้เราจะมองว่าอุปกรณ์นั้น “ปิด” แล้วก็ตาม
นาฬิกา หน่วยความจำ ระบบตรวจสอบ ระบบรักษาความปลอดภัย หรือวงจรสแตนด์บาย เป็นตัวอย่างของส่วนที่อาจยังต้องใช้ไฟในอุปกรณ์บางประเภท กระแสที่ใช้ในแต่ละระบบอาจไม่มาก แต่เมื่อปล่อยไว้นานก็สามารถทำให้ระดับประจุลดลงได้เช่นกัน กรณีนี้ต่างจาก Self-discharge ตรงที่มีโหลดภายนอกดึงพลังงานออกจากแบตเตอรี่จริง ๆ ดังนั้น ถ้าแบตเตอรี่หมดเร็วทั้งที่บอกว่า “ไม่ได้ใช้” ควรดูก่อนว่าแบตเตอรี่ถูกถอดเก็บจริง ๆ หรือยังต่อค้างอยู่กับระบบ
ถ้ารู้อยู่แล้วว่าไฟจะค่อย ๆ ลด รอวันใช้แล้วค่อยชาร์จได้ไหม?
สำหรับแบตเตอรี่ตะกั่วกรด การปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาพประจุต่ำเป็นเวลานานไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะระหว่างการคายประจุจะมีการเกิด ตะกั่วซัลเฟต (Lead sulfate) บนแผ่นธาตุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาปกติของแบตเตอรี่ และโดยทั่วไปสามารถเปลี่ยนกลับได้ในกระบวนการชาร์จ การเกิดตะกั่วซัลเฟตขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่เสียทันที
สิ่งที่ต้องระวังคือการปล่อยแบตเตอรี่ไว้ในสภาพคายประจุเป็นเวลานาน เพราะตะกั่วซัลเฟตบางส่วนอาจพัฒนาไปสู่สภาพที่เปลี่ยนกลับได้ยากขึ้น ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Sulfation นี้สามารถส่งผลให้สมรรถนะของแบตเตอรี่ลดลงได้ การเก็บแบตเตอรี่ตะกั่วกรดจึงไม่ได้จบแค่การหาที่วางที่เหมาะสม แต่ยังต้องคำนึงถึงระดับประจุและการชาร์จกระตุ้นระหว่างการจัดเก็บตามคำแนะนำของผู้ผลิตด้วย
ด้วยเหตุนี้ การคิดว่า “ปล่อยไว้ก่อน วันไหนจะใช้ค่อยชาร์จ” จึงอาจไม่เหมาะนักหากต้องเก็บแบตเตอรี่เป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการตรวจสอบเลยว่าระหว่างทางแบตเตอรี่คายประจุไปมากเพียงใด
แบตเตอรี่ใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ ก็ไม่ได้หยุดนับเวลา
คำว่า “แบตเตอรี่ใหม่” อาจทำให้รู้สึกว่าตราบใดที่ยังไม่เคยนำไปใช้งาน สภาพก็น่าจะเหมือนเดิม แต่แบตเตอรี่หนึ่งลูกอาจผ่านเวลามาตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การเก็บในคลัง การวางจำหน่าย และหลังจากซื้อแล้วก็อาจถูกนำไปเก็บต่ออีกหลายเดือน แม้ตลอดช่วงเวลานั้นจะยังไม่เคยจ่ายไฟให้อุปกรณ์เลยก็ตาม
ดังนั้น “ไม่เคยใช้” จึงไม่ได้มีความหมายเดียวกับ “เพิ่งผลิต” หากซื้อแบตเตอรี่ไปเก็บสำรอง การดูวันที่ผลิตและข้อมูลการจัดเก็บที่ผู้ผลิตระบุไว้ย่อมมีประโยชน์ โดยเฉพาะสถานที่ทำงานหรือคลังที่มีแบตเตอรี่หลายลูก ควรบันทึกวันที่รับเข้าและหมุนเวียนนำแบตเตอรี่ที่เก็บไว้นานกว่าออกมาใช้ก่อน เพื่อลดโอกาสที่บางลูกจะถูกลืมอยู่บนชั้นเป็นเวลานานเกินความจำเป็น
ถ้าต้องเก็บแบตเตอรี่แห้งไว้นาน ควรดูแลอย่างไร?
ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าจะยังไม่ได้ใช้แบตเตอรี่อีกหลายเดือน สิ่งที่ควรทำคือดูข้อมูลของแบตเตอรี่รุ่นนั้นตั้งแต่ก่อนนำไปเก็บ ไม่ควรยึดตัวเลขที่จำต่อ ๆ กันมาว่าแบตเตอรี่แห้งต้องชาร์จทุก 3 เดือนหรือทุก 6 เดือน เพราะระยะเวลาที่เหมาะสมไม่ได้เหมือนกันทุกยี่ห้อทุกรุ่น และอุณหภูมิในการจัดเก็บก็มีผลด้วย ควรดูจาก Datasheet หรือคู่มือว่าผู้ผลิตกำหนดอุณหภูมิการจัดเก็บ ช่วงเวลาสำหรับการตรวจหรือชาร์จกระตุ้น และเงื่อนไขการชาร์จไว้อย่างไร
สถานที่เก็บควรสะอาด แห้ง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่ร้อนจัดหรือโดนแสงแดดโดยตรง รวมถึงจัดวางให้ขั้วแบตเตอรี่ไม่เสี่ยงสัมผัสโลหะหรือวัสดุนำไฟฟ้าจนเกิดการลัดวงจร หากมีแบตเตอรี่สำรองหลายลูก การติดวันที่รับเข้า วันที่เริ่มเก็บ และวันที่ตรวจหรือชาร์จล่าสุดไว้ที่ตัวแบตเตอรี่หรือชั้นจัดเก็บ จะช่วยให้รู้ได้ทันทีว่าลูกไหนถูกเก็บมานานแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยความจำหรือดูเพียงว่ากล่องยังใหม่หรือไม่
ก่อนนำแบตเตอรี่ที่เก็บไว้นานกลับมาใช้งาน ควรตรวจสภาพภายนอกด้วย หากพบว่าตัวแบตเตอรี่บวม แตก มีรอยรั่ว ขั้วเสียหาย หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ไม่ควรรีบนำไปติดตั้งหรือชาร์จต่อทันที แต่ควรตรวจสอบคำแนะนำด้านความปลอดภัยของผู้ผลิตสำหรับแบตเตอรี่รุ่นนั้นก่อน
เก็บไว้เป็นแบตเตอรี่สำรอง ก็ต้องดูแลระหว่างที่ยังไม่ได้ใช้
คำตอบของคำถามที่ว่า “ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่เลย แล้วไฟหายไปไหน?” ก็คือ ประจุส่วนหนึ่งสามารถค่อย ๆ ลดลงจาก Self-discharge ซึ่งเกิดขึ้นภายในตัวแบตเตอรี่เอง และความเร็วในการคายประจุก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพของแบตเตอรี่ ระยะเวลาที่เก็บ และอุณหภูมิแวดล้อมด้วย
ถ้าซื้อ แบตเตอรี่แห้ง แบบ VRLA ไว้สำรอง จึงไม่จำเป็นต้องจำเป็นสูตรตายตัวว่าต้องชาร์จทุกกี่เดือน แต่ควรรู้ว่าแบตเตอรี่รุ่นที่ใช้อยู่ต้องเก็บและดูแลอย่างไร เก็บให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ตรวจตามระยะ และชาร์จกระตุ้นตามข้อกำหนดของผู้ผลิต เพราะเป้าหมายของการมีแบตเตอรี่สำรองไม่ใช่แค่มีแบตเตอรี่วางอยู่บนชั้น แต่คือเมื่อถึงวันที่ต้องหยิบมาใช้ แบตเตอรี่ลูกนั้นยังต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานด้วย
TH
English








